แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โลกร้อน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โลกร้อน แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554

การมีชีวิตอยู่อย่างสมดุล

การมีชีวิตอยู่อย่างสมดุล

http://www.ainews1.com/article556.html

Bookmark and Share

ที่ว่าสมดุลนั้น มีทั้งทางกายภาพ และด้านพลังงานคือจิตใจ หากเราย้อนกลับไปศึกษาบทวิเคราะห์การสวดมนตร์บทพระมหาจักรพรรดิ ของหลวงปู่ดู่ ให้ละเอียดลึกซึ้งแล้ว หลวงปู่จะเน้นการเป็นอยู่อย่างสมดุล ในด้านจิต หรือด้านพลังงาน ในเสกลใหญ่มาก ทั่วทั้ง 3 โลก

เพื่อการส่งเสริมมารวมหมู่ร่วมกันทำความดีทุกๆวัน สำหรับจิตดวงใดที่มีอุปสรรคไม่สามารถ จะมาร่วมสวดมนตร์ด้วยได้

หลวงปู่ในฐานะพระโพธิสัตว์บารมีเต็ม จะส่งแสงของพระโพธิสัตว์ไปรับมาร่วมการสวดมนตร์บทพระมหาจักรพรรดิ เพื่อเพิ่มพลังให้แก่ตนเอง และเพื่อนๆสรรพสัตว์ทั่วทั้ง 3 โลก เรียกว่าเปิดถึงกันทั้ง 3 โลก ทั่วอนันต์จักรวาล

สรรพสัตว์ทุกตัวตน ก็ล้วนแล้วแต่มีพ่อเกิดแม่เกิดคนเดียวกัน แต่จากมานานและห่างไกลจนพากันหลงทางหาหนทางคืนกลับบ้านไม่ถูก

ทีนี้กลับมาผู้ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ด้วยการมีศีล 5 เป็นพื้นฐานครบถ้วนมาก่อน จึงสามารถมาเกิดในภพภูมินี้ หรือในมิตินี้ มีขันธ์ครบทั้ง 5 ขันธ์ ผู้ที่ขาดบางข้อก็ได้เกิดเหมือนกัน เป็นสัตว์เดรัจฉาน ด้อยสติปัญญากว่ามนุษย์ แต่ผู้ที่เกิดเป็นมนุษย์แล้ว พระพุทธองค์กล่าวไว้ว่า เมื่อตายไปจะไปสุคติมีเท่าจำนวนเขาโค ส่วนอีกจำนวนขนโคนั้นไปสู่ทุคติเสียสิ้น

นับว่าขาดทุนในการมาเกิด ที่ภพภูมิตรงกลางระหว่างไปสู่สุคติ และทุคติ หรืออบายภูมิ เป็นผี เปรต อสุรกาย สัตว์นรก ที่ต้องทนทุกข์ทรมาน ชดใช้กรรมชั่วระหว่างที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้สร้างสมเอาไว้นั่นเอง การกระทำทางกาย วาจา ใจ จะก่อเกิดพลังงาน เป็นคลื่นพลังงาน เก็บเอาไว้ในจักรวาลทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังงานบวกหรือลบ พลังงานเหล่านี้ไม่สูญหายไปไหน คงแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆเป็นวัฏจักร

เช่นเดียวกับการเกิดขึ้นจักรวาลต่างๆ และค่อยๆหมดพลังงานดับไป แล้วพลังงานต่างๆก็จะกลับมารวมตัวกันใหม่เกิดจักรวาลใหม่ขึ้นมาวนเวียนไปไม่รู้จบสิ้น

พระพุทธองค์ท่านบรรลุถึงความเป็นสัพพํญญู รู้ตลอดได้ทุกอย่าง เป็นอริยะชน เป็นแสงสว่างช่วยชี้นำทางจิตใจของสรรพสัตว์ ที่ได้เกิดมาพบคำสั่งสอนของพระองค์ท่าน และเมื่อได้น้อมนำไปปฏิบัติ ก็จะเกิดปัญญา ทั้งหยาบและละเอียด จนสามารถแยกจิตออกจากกายได้ การเป็นอยู่ระหว่างมีร่างกาย จะสร้างพลังงานบวกและลบได้ง่ายมากและหนักแน่น

เนื่องจากมนุษย์มีธาตุดินที่หนักแน่น จึงมีพลังในการสร้างกรรมที่หนักแน่นเข้มข้น ซึ่งก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับสติปัญญา และความรอบรู้ของเจ้าของร่างกายนั้นๆ

การกระทำทุกอย่างในทุกอริยาบท จึงมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งที่เป็นสิ่งมีชีวิต หรือไม่มีก็ตามอยู่ตลอดเวลา หากมนุษย์ได้ฝึกมากขึ้นมีจิตละเอียดมากขึ้น และมีญาณหยั่งรู้ขึ้นแก่จิต ที่แยกออกมาจากกายได้แล้ว จะค่อยๆทราบสัจจะธรรมของโลกในหลายๆมิติ เพิ่มขึ้นทีละน้อย และหากนำแสงทิพย์ของพระบรมธรรมบิดา และพระพุทธเจ้ามาเสริมพื้นฐานจิตใจของตน ก็จะเท่ากับได้เดินทางลัดเพื่อสร้างพลังงานบวกได้มากยิ่งขึ้น จิตก็จะยิ่งเบาสบายเข้าใกล้ความสมดุล หรือเป็นอุเบกขามากขึ้น หรือเรียกว่าทำวิปัสสนาอยู่ในท่ามกลางแสงทิพย์อริยธรรมนั่นเอง

ระวังรักษาจิตให้มาอยู่ตรงกลางของพลังงานบวกและลบ ได้มากขึ้น จะยิ่งเพิ่มปัจจัยให้จิตเพิ่มแสงสว่างมองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัวตามสภาพเป็นจริงของมันได้ชัดเจนมากขึ้น ใครมีสุขทุกข์อย่างไร เราควรช่วยสงเคราะห์กันได้อย่างไร สันติสุขก็จะค่อยๆแผ่วงกว้างขึ้น หรือมีแสงสว่างเพิ่มขึ้น ไล่ความมืดให้หมดไปโดยอัตโนมัติ ประหนึ่งน้ำดีมาอยู่รวมตัวกัน

มนุษย์เป็นสัตว์มีสติปัญญา ยิ่งเมื่อได้รวมกลุ่มรวมพลังกันสร้างพลังงานบวก ช่วยเหลือเจือจานกันได้ในวงกว้าง ทุกๆมิติก็จะอยู่ในความสมดุลและพอเพียงมากขึ้น ส่งผลไปถึงจักรวาลต่างๆ ให้อยู่ด้วยกันอย่างสันติสุข ถึงแม้ถึงรอบถึงจังหวะที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ หรือประสบเหตุต่างๆ

เช่นโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ที่เกิดการลุกจ้าอยู่เสมอ หากโชคไม่ดี พายุสุริยะพุ่งมากระทบโลก ก็จะเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะยามนี้ที่เกราะแม่เหล็กของโลกมีกำลังอ่อนลง ผิดกันกับหากโลกกำลังโคจรอยู่ในส่วนที่ปลอดจากแนวของพายุสุริยะนั้น แม้จะมีขนาดใหญ่เพียงใด ก็จะไม่เกิดผลกระทบที่ไม่ดีขึ้นกับโลกเป็นต้น เช่นเดียวกับ เมื่อ15 กุมภาพันธ์ 2554 ที่มีการลุกจ้าครั้งใหญ่ขึ้นบนดวงอาทิตย์ในรอบ 5 ปี ได้ผ่านพ้นไปไม่กระทบกับโลกมากนัก....ซึ่งโลกอาจไม่โชคดี ตอนต้นเดือน พฤษภาคม 2556 ที่เราจะต้องคอยติดตามเฝ้าสังเกตต่อไป

จังหวะต่างๆที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่เป็นการบังเอิญแต่อย่างใด มีเหตุปัจจัยประกอบทั้งนั้น มวลมนุษย์ยังมีพลังงานบวกคุ้มกันอยู่ ก็ทำให้รอดพ้นภัยอันตรายใหญ่ไปได้

ดังนั้นหากเราพิจารณาอยู่โดยสม่ำเสมอ ทุกๆอริยาบทของตน ที่ไปมีส่วนกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น หลวงพ่อเกษม ท่านเชี่ยวชาญในการติดตามตรวจสอบสิ่งต่างๆรอบตัว ในมิติต่างๆ พบว่าแม้ต้นไม้เล็กๆก็มีเทวดาเด็กอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเทวดาเหล่านี้อยู่ในสภาพกายพลังงาน มีเพียง 4 ขันธ์ คนทั่วไปจึงยากที่จะมองเห็น ดังนั้นหากเราตระหนักในเรื่องเช่นนี้ได้แล้ว

เราจะเห็นว่าหากเราต้องการใช้ต้นไม้ต้นหญ้าเหล่านั้น ซึ่งมีผู้ใช้ประโยชน์อยู่ก่อน จะมีผลกระทบรุนแรงต่อสรรพสัตว์ พวกเขาจะได้รับความเดือดร้อนตามมา เราก็ควรจะเตรียมการสงเคราะห์พวกเขาให้ได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในมิติใหม่ที่ดีกว่าเก่าเสียก่อน วิธีการหนึ่งที่จะทำได้อย่างรวดเร็ว มีคำแนะนำของท่านผู้รู้ที่ลิงค์นี้ ท่านที่สนใจศึกษาพิจารณาได้ ถึงแม้ว่าเรายังไม่สามารถสัมผัส และมองเห็นพลังงานที่ละเอียดเหล่านี้ได้ก็ตาม

หากมีความรู้ความเข้าใจดีแล้ว ย่อมจะสงสารเห็นใจพวกเขา ที่จะต้องได้รับความเดือดร้อนมากทีเดียว ถึงแม้เราจะไม่ทราบก็ตาม ความเป็นจริงมีอยู่จริงของธรรมชาติ ก็จะมีผลต่อผู้ที่ไปรบกวนเปลี่ยนแปลง ดังนั้นในพระวินัยของพระสงฆ์ จึงมีข้อห้ามไม่ให้ไปพรากของเขียว หรือพืชพันธุ์ไม้ต่างๆ แต่หากมีความจำเป็นจริงๆ เช่นต้องมีการตัดแต่งหญ้าในสนามให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ก่อนลงมือทำก็มีวิธีการช่วยสงเคราะห์สรรพสัตว์ ที่อาศัยอยู่ก่อน ให้ไปมีชีวิตที่ดีกว่าเก่า ทุกๆฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็จะร่วมโมทนาสาธุการ การได้รับสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าที่เก่าไม่มีใครจะปฏิเสธ แต่ก็มีข้อยกเว้นเช่นกัน ที่ผู้มีสิทธิไม่ไปอยู่ในมิติที่ดีกว่า แต่ท่านกลับสละสิทธิ์ยังคงพอใจอยู่ในมิติเดิม ที่มีความสุขสบายเพียงพอแล้ว

ดังนั้นผู้มีสติปัญญา ที่มองเห็นสัมผัสได้ยิ่งกว่าการพึ่งพาแต่แสงที่มากระทบตาเพียงอย่างเดียว ย่อมจะช่วยรักษาตนเองให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ต่อทุกๆชีวิตจิตวิญญาณ ที่มีขันธ์เพียง 4 ขันธ์ ไม่มีกายหยาบเช่นเรา ทำให้การอาศัยโลกนี้ร่วมกัน มีความสงบสันติเพิ่มมากขึ้น เป็นการเพิ่มคุณค่าของการได้เกิดมาเป็นมนุษยย์มากขึ้นอย่างสมศักดิ์ศรี และได้มีโอกาสได้เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธองค์ ได้เจริญตามรอยพระพุทธบาทของพระองค์ท่าน จนกระทั่งสิ้นลมหายใจ เหลือแต่กายพลังงาน หรือคลื่นพลังงานของจิตนั่นเอง หมดสิ้นภาระดูแลเลี้ยงดูกายหยาบที่หนักและยุ่งยากมากเรื่องให้ต้องเป็นภาระตลอดเวลา....ขอลาที กายหยาบของมนุษย์

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html Bookmark and Share

วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เกิดอะไรขึ้นเมื่อโลกร้อนอีก 6 องศา

ถ้าโลกร้อนขึ้น 6 องศา

http://www.ainews1.com/article547.html

Bookmark and Share

หกองศา…อนาคตของเราบนดาวเคราะห์ที่ร้อนขึ้น

ถ้าภาวะโลกร้อนยังดำเนินต่อไปเร็วเช่นนี้ เราอาจผจญกับการสูญสิ้น แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้โลกเราร้อนขึ้น?

คลื่นความร้อนกำลังทำลายน้ำแข็งขั้วโลก

โดยกลุ่มข่าวสหรัฐอเมริกา(ต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ)

อ้างอิงจาก ธรรมสารอนุตราจารย์ชิงไห่ ฉบับที่ 196


ผู้สื่อข่าวชาวอังกฤษ และนักวิจารณ์ทางสถานีโทรทัศน์ในเรื่องสิ่งแวดล้อม คุณมาร์ค ลีนาสใช้เวลาสามปี ในการเดินทางไปยังห้าทวีป โดยได้เห็นถึงความรุนแรงของภาวะโลกร้อน ตั้งแต่การละลายของทุนดร้าที่อลาสก้า เกาะแปซิฟิก ตูวาลูที่กำลังจมลง และทะเลทรายในมองโกเลียที่กำลังแผ่ขยายมากขึ้น จนถึงภูเขาน้ำแข็งที่กำลังละลายหายไปที่เปรู และน้ำท่วมและพายุที่ทำให้เกิดการกัดเซาะที่จีน คุณลีนาสได้เก็บหลักฐานด้วยตนเอง ซึ่งได้รับการรวบรวมในหนังสือ ด้านอากาศเปลี่ยนแปลงของเขาที่มีชื่อว่า คลื่นสูง ความจริงเกี่ยวกับวิกฤตสภาพอากาศของเรา

(บทความในเว็บเพจนี้ เป็นการติดตามและต่อยอดสภาวะปัจจุบันของทั่วโลก ที่ท่านผู้มีความรู้ระดับสูงๆหลายท่าน ไม่เหลือความหวังอยู่เลยว่าโลกจะหยุดความร้อนที่เพิ่มขึ้นได้...กล่าวคือ มนุษย์ไปเลยขีดขั้นที่จะลดปัจจัยความร้อนต่างๆลงแต่อย่างใด)

ไม่นานหลังจากนั้น คุณลีนาสได้ศึกษาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และหาเหตุผลอย่างมากมาย ที่เกี่ยวเนื่องกับระบบวิถีชีวิตที่พึ่งพาเชื้อเพลิงถ่านหินของเรา ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ เขาใช้เวลาหลายเดือนที่ห้องสมุดวิทยาศาสตร์เรดคลิฟ แห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เพื่ออ่านวรรณกรรมทางวิทยาศาสตร์นับพันเรื่อง ก่อนที่จะจัดพิมพ์หนังสือเล่มที่สองของเขาในเรื่องอากาศเปลี่ยนแปลง “หกองศา อนาคตของเราบนดาวเคราะห์ที่ร้อนขึ้น” ซึ่งถือว่าเป็นหนังสือเตือนสติของเราอีกเล่ม

(การเตือนสติ เมื่อสุดจะสายไปแล้ว ยังหลงเหลือประโยชน์อยู่บ้าง คือการเตรียมตัวตายของมนุษย์ ให้จิตใจสงบมากที่สุด ใช่หรือไม่?)

หนังสือเล่มที่สองทบทวนเรื่องสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง อย่างเป็นระบบ บนพื้นฐานของข้อมูลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และโมเดลคอมพิวเตอร์ชั้นสูง และผลการศึกษาที่เกี่ยวกับอากาศจากซากฟอสซิล ตลอดประวัติศาสตร์ของโลก หนังสือแสดงให้เห็นสภาพของอากาศที่อุ่นขึ้นในอนาคต และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น มันยังพิจารณาถึงช่วงเวลาที่เกิดอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลันในอดีต ตามกระบวนการธรรมชาติ และได้สะท้อนผลกระทบ ที่รุนแรงของภาวะโลกร้อนที่อาจเกิดขึ้นต่อทุกชีวิต และสิ่งแวดล้อมบนดาวเคราะห์ดวงนี้

ในแต่ละบท “หกองศา” ได้ถูกเรียบเรียงตามรายงานการประเมิณครั้งที่สาม ของคณะกรรมาธิการนานาชาติด้านสิ่งแวดล้อม (ไอพีซีซี) 2544 (www.ipcc.ch) ผลกระทบของอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น และโลกชีวภาพถูกกวาดอย่างคร่าวๆ ตามความเป็นจริงที่น่าสะพรึงกลัว
จากหนึ่งองศาเซลเซียส ไปสู่จุดเปลี่ยนผันที่ 3 องศาเซลเซียส จนไปถึง 6 องศาเซลเซียส ที่จะทำให้เกิดการสูญพันธุ์ทุกชีวิตรวมถึงมนุษย์ มากยากที่จะเข้าใจว่า กิจกรรมของมนุษย์อาจมีส่วนทำให้เกิดภัยพิบัติหายนะเช่นนี้ แต่กระนั้น เราได้ทำร้ายดาวเคราะห์ดวงนี้ และใกล้ที่จะเสียมันไปอย่างหวนคืนกลับไม่ได้ ถ้าเราไม่ปฏิบัติการทันที ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

(สำหรับชาวพุทธคงจะเคยได้รับฟัง พุทธทำนาย ว่า การดำรงค์อยู่ของพระพุทธศาสนา ของพระองค์ท่าน จะยังดำรงค์อยู่ต่อไปอีกประมาณ 2,500 ปี ให้อายุศาสนาครบ 5,000 ปี ตามที่พระพุทธองค์ได้รับปากกับมาร ที่มาทูลขอเอาศาสนาของพระพุทธองค์ไปบริหาร....และชาวพุทธยังสมควรจะทราบสัจจะความจริงอีกอย่างหนึ่ง ในสิ่งต่างๆที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ ไม่มีสิ่งใดมาทำลายล้างให้เป็นอื่นไปได้)

ร้อนขึ้นหนึ่งองศา
อาร์กติกจะปลอดน้ำแข็งเป็นเวลาครึ่งปี แอตแลนติกตอนใต้ ซึ่งปกติแล้วจะไม่มีพายุเฮอร์ริเคน จะพบกับพายุเฮอร์ริเคนชายฝั่ง และที่สหรัฐตะวันตก จะเกิดความแห้งแล้งรุนแรง

ร้อนขึ้นสององศา
หมีขั้วโลกดิ้นรนที่จะอยู่รอด เพราะน้ำแข็งขั้วโลกจะละลายเพิ่มมากขึ้น น้ำแข็งที่กรีนแลนด์เริ่มจะหายไป ในขณะที่ปะการังชายฝั่งจะหายไป ระดับน้ำทะเลของโลกจะสูงขึ้น 7 เมตร

(เอ็ดการ์ เคย์ซี่ นักจิตศาสตร์ นักพยากรณ์ผู้มีชื่อเสียงของอเมริกัน มากกว่า 15,000 เรื่อง และที่ผ่านมาถูกต้อง 80 % และได้ทำนายไว้ว่าระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะเพิ่มระดับขึ้น 7 เมตร...ดังนั้นโลกยังจะร้อนขึ้นต่อไปเข้าใกล้จุดวิกฤต จนน้ำแข็งเกิดละลายมากขึ้นจนอาจเป็นจริงตามที่เอ็ดการ์ ได้เล็งเห็นภาพอนาคตนั่นเอง...แล้วทำไมน้ำทะเลไมเพิ่มสูงขึ้นอีก นั่นคือต้องมีปัจจัยอื่นที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบนั่นเอง ว่าเหตุไรความร้อนโลกจึงมาหยุดแค่ 2 องศา...ถ้าหากระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 7 เมตรถูกต้องเป็นจริงตามการหยั่งรู้ของเอ็ดการ์ เคย์ซี่ นั่นเอง)

ทีนี้ลองวางโลกร้อนทางกายภาพ ในความเห็นของนักวิชาการเอาไว้ก่อน มาพิจารณาสิ่งแวดล้อมของจักรวาล กาแลกซี่ต่างๆที่เนื่องเกี่ยวกับโลกและสุริยจักรวาล จากนักจิตศาสตร์

1 ก.พ. 2554 พระอาจารย์รัตน์ พบในสมาธิว่า สุริยจักรวาล ที่เดินสดุดมาร่วม 2 ปี ได้เดินหรือหมุนรอบตนเองโดยสมบูรณ์แล้ว แต่กลับหมุนจากซ้ายไปขวา ซึ่งดาวเคราะห์บริวาร โดยเฉพาะโลกจะต้องปรับตัวให้คล้อยตามสุริยจักรวาลต่อไป ในอีกไม่นานนัก ต้นเหตุที่สุริยจักรวาลต้องปรับตัว เนื่องจากได้โคจรรอบกาแลกซี่ทางช้างเผือก เข้ามาใกล้ขอบของกาแลกซี่ไตรแองกุลัม เริ่มเข้ามาในอิทธิพลของกาแลกซี่นี้อย่างเต็มที่ ส่วนการปรับตัวหรือสร้างสมดุลของโลกต่อสิ่งแวดล้อมใหม่

กาแลกซี่ไตรแองกุลัม เป็นกาแลกซี่ที่ให้พลังงานคลื่นสีเหลือง หรือเป็นรังสีแห่งความเมตตา แตกต่างจากกาแลกซี่ทางช้างเผือก ซึ่งร้อนและหนัก และตามปฏิทินของชาวมายา ซึ่งมีความรู้และเชี่ยวชาญในเรื่องของจักรวาล โลกจะปรับแกนพลังงานใหม่เป็นยุคๆ ดังนั้นในส่วนวงโคจรในอิทธิพลของกาแลกซี่ไตรแองกุลัม โลกจะปรับตัวร่วมกับดาวหางที่มาเยือน ส่งผลให้โลกย้ายแกนพลังงานของโลกใหม่ นำขั้วโลกเหนือมาอยู่ที่ สฟิงซ์ที่ประเทศอียิปต์

เมื่อโลกได้ปรับสมดุล และมีแกนพลังงานโลกใหม่ในราวต้นปี 2556 เสร็จเรียบร้อยแล้วสิ่งแวดล้อมโลกจะเปลี่ยนไปดีขึ้นเป็นปรกติขึ้น ด้วยพลังงานในช่วงคลื่นสีเหลืองของกาแลกซี่ไตรแองกุลัม

ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าก่อนการปรับสมดุลของโลก และดาวบริวารครั้งนี้ความร้อนของโลกที่เพิ่มขึ้น อาจจะได้เพิ่มขึ้นตามสภาพกายภาพ ที่มนุษย์คาดการณ์ไว้ เช่นปัจจุบันดาวเทียม ที่ส่งไปสังเกตการณ์การโคจรของสุริยจักรวาล ยังพบว่าปัจจุบันโลกและสุริยจักรวาลกำลังโคจรเข้าไปในกลุ่มเมฆหมอกสุริยะจำนวนมาก และศาตราจารย์ใน UCLA ยังพบว่าปัจจุบันโลกยามค่ำคืนบรรยากาศร้อนกว่ายามกลางวัน และท่านผู้มีสมาธิจิตยังหยั่งรู้ว่าพลังงานคลื่นแม่เหล็ก ที่หนักและร้อนยังลงมาเกาะกุมผิวโลกมากขึ้นกว่าเก่าทุกวัน เนื่องมาจากแกนพลังงานโลกตันมา 10 กว่าปี ทำให้เส้นแรงพลังงานแม่เหล็กแปรปรวนทั่วโลก และท่านครูบาอินทร วัดสันป่ายางหลวง ที่ จ..ลำพูน พบว่าปัจจุบันเส้นแรงแม่เหล็กโลกไร้ระเบียบ และจะก่อให้เกิดอุบัติภัยเพิ่มมากขึ้น ในการคมนาคมนาๆชนิด จะมีการตายหมู่ใหญ่เพิ่มขึ้น ตั้งแต่เดือน มกราคม 2554 นี้เป็นต้นไป และยิ่งกว่านั้น มนุษย์ไม่จำเป็นต้องไปขุดคอคอดกระ ท่านพบว่าพื้นโลกบริเวณนั้นมันเริ่มขยับตัวแล้ว และอีกไม่นานน้ำทะเลอันดามันมันจะข้ามเขามาทางอ่าวไทย แล้วก็จะได้ช่องทะเลกว้างใหญ่ทะลุถึงกัน ทั้งซีกตะวันตกและตะวันออกคืออ่าวไทย....นี่เป็นอีกผลิตผลหนึ่งของโลกร้อน

ทุกๆปัจจัยแวดล้อมของโลกปัจจุบัน จึงสร้างความยากลำบากในทุกๆด้านให้แก่มนุษย์และสัตว์โลก จะต้องประสบและทะยอยตายไป นับตั้งแต่สัตว์เล็กๆไปก่อน และกำลังลุกลามมายังชีวิตมนุษย์บางส่วนไปเรียบร้อยแล้ว....แล้วอย่างนี้กว่าจะถึงเวลาที่โลกจะมีแกนพลังงานโลกใหม่ ชีวิตมนุษย์จะยังคงมีเหลืออยู่สักกี่มากน้อย

ร้อนขึ้นสามองศา
ป่าฝนอเมซอนจะเหือดแห้ง และรูปแบบของอากาศที่รุนแรงของเอลนิโยจะกลายเป็นเรื่องปกติ ยุโรปจะพบกับความร้อน ในฤดูร้อนที่ทะยานสูงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน คนนับล้านหรือพันล้านคนจะถูกย้ายถิ่นจากพื้นที่เขตร้อน ไปยังแลตติจูดตอนกลาง

ร้อนขึ้นสี่องศา
มหาสมุทรจะสูงขึ้น ทำให้เมืองที่อยู่ติดชายฝั่งจมลง การหายไปของน้ำแข็งบนยอดเขาอาจทำให้น้ำจืดหายไป ส่วนหนึ่งของแอนตาร์กติกาอาจจะทลายไป ทำให้ระดับน้ำยิ่งสูงขึ้น อุณหภูมิในฤดูร้อนที่ลอนดอนจะอยู่ที่ 45 องศาเซลเซียส

ร้อนขึ้นห้าองศา
บริเวณที่อยู่ไม่ได้จะแผ่ขยายกว้าง หิมะและชั้นน้ำแข็งที่เป็นแหล่งน้ำให้กับเมืองใหญ่จะเหือดแห้ง และผู้ลี้ภัยสภาพอากาศจะมีนับล้านคน อารยธรรมมนุษย์จะเริ่มพังทลายไปพร้อมกับสภาพอากาศ ที่เปลี่ยนแปลงที่ร้ายแรงนี้ คนยากจนจะเป็นผู้ที่ทุกข์ยากที่สุด จะไม่มีน้ำแข็งที่ขั้วโลกอีกต่อไป และเกิดการสูญพันธุ์ขนาดใหญ่ในมหาสมุทร และสึนามิขนาดใหญ่จะทำลายชายฝั่ง

สิ่งที่ยิ่งน่าเป็นห่วงก็คือว่า เนื่องจากความซับซ้อนของระบบนิเวศวิทยาบนดาวเคราะห์ดวงนี้ ความเป็นจริงของอากาศเปลี่ยนแปลงอาจยิ่งรุนแรง กว่าวิทยาศาสตร์ได้ทำนายไว้ การทำนายในเรื่องของผลกระทบของอากาศนั้นน่าเป็นกังวล เมื่อได้มีการรวบรวมข้อมูลที่เขาได้เก็บมา นายลินาสรู้สึกว่า บางที เขา ควรเก็บทุกอย่างเป็นความลับ เพราะความจริงนั้นน่าหวาดกลัว ที่จริงแล้ว การคาดการณ์บางอย่างนั้นได้กลายเป็นความจริงแล้ว

ตัวอย่างเช่น คลื่นความร้อนในฤดูร้อนที่ยุโรปได้เริ่มมีผลต่อสุขภาพมนุษย์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ อากาศที่อุ่นขึ้นยังทำให้เกิดการเพิ่มขึ้น ของโรคมาลาเรียและโรคอื่นๆ ภาวะโลกร้อนทำให้ภูเขาน้ำแข็งในจีนหดไป 7% ต่อปี ซึ่งอาจจะมีผลกระทบที่รุนแรงต่อประชาชน 300 ล้านคน ที่ต้องพึ่งพาน้ำจากมัน ที่อินเดียการละลายอย่างรวดเร็วทำให้ประชาชนชาวเกาะจำนวน 20,000 คนต้องย้ายถิ่นฐานจากบริเวณที่ต่ำที่สุดของเกาะ ดุคออฟยอร์คในปี 2543 ในระบบสังคมนิเวศที่บอบบางและเกี่ยวพันกันนี้ ดาวเคราะห์ที่อุ่นขึ้นจะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำและอาหาร พร้อมกับเกิดผู้ลี้ภัยสภาพอากาศมากขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ดี คุณลีนาสไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้ผู้อ่านรู้สึกหดหู่ เกี่ยวกับอนาคตของดาวเคราะห์ดวงนี้ แต่เขาส่งคำเตือน และการกระตุ้นเตือนที่ชัดเจน ให้มีความพยายามในระดับนานาชาติขนาดใหญ่ ที่จะต่อสู้กับภาวะโลกร้อน แค่เหมือนกับ “หยิบที่ดับเพลิง แล้วฉีดใส่กองไฟ”
เมื่อมันเป็นที่ทราบแล้วว่า “ไฟ” นี้ เกิดจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ และตามการวิเคราะห์ทางทฤษฎี อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นที่เกิดจากการปล่อยก๊าซ ทำให้เรามีเวลาน้อยกว่าหนึ่งทศวรรษ จนกว่าเราจะถึงจุด “หกองศา”
เราได้เข้าถึงระดับองศาที่สองแล้ว ดังนั้น ทางเลือกเดียวของเราที่จะรักษาดาวเคราะห์นี้ไว้ได้คือ การปฏิบัติการอย่างรวดเร็ว และลดการปล่อยคาร์บอนของเรา


ระดับองศาที่เปลี่ยน


อุณหภูมิที่เปลี่ยน

ปริมาณคาร์บอน

1 องศา


0.1-1.0 °c

350 ppm(ระดับปัจจุบันอยู่ที 395ppm)

2 องศา


1.1-2.0 °c

400 ppm

3 องศา


2.1-3.0 °c

450 ppm

4 องศา


3.1-4.0 °c

550 ppm

5 องศา


4.1-5.0 °c

650 ppm

6 องศา


5.1-5.8 °c

800 ppm

ปัจจุบัน โลกกำลังอัดแน่นด้วย คาร์บอนไดออกไซด์ ที่ 395 พีพีเอ็ม ใกล้ถึง 400 ในเร็วๆวันนี้

“หกองศา” คือคำประกาศที่ชัดเจนให้กับทุกคนว่าโลกกำลังอยู่ในสถานการณ์วิกฤต มันถึงเวลาแล้ว โดยเฉพาะผู้นำและนักการเมือง ที่จะดำเนินการที่จะลดคาร์บอน และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ เช่น มีเทน จากกิจกรรมของมนุษย์นั้น มันปฏิเสธไม่ได้ว่า มันเป็นสาเหตุของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ เราต้องมีวิถีชีวิตที่มีความสุขและสุขภาพที่ดีขึ้น ด้วยการใช้พลังงานที่ยั่งยืน และการเป็นมังสวิรัติ (วีแก็น) เพื่อรักษาโลกใบนี้ไว้ เรามีเวลาเพียงจำกัดที่จะหันหลังกลับ ภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องจริง และมันเกี่ยวข้องกับทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ฉะนั้น มาเริ่มดำเนินการที่จะทำให้โลกของเราเย็นลงกัน

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี นอกเหนือจากส่วนขยายธุรกิจ ที่ลิงค์ /article385.html Bookmark and Share

วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เตรียมกายใจเผชิญวิกฤตโลก

เตรียมตัวเผชิญสิ่งแวดล้อมเข้าสู่วิกฤต

Crop circle ที่เพิ่งปรากฏที่อินโดนีเซีย เมื่อ 11 ม.ค. 2554

http://ainews1.com/article522.html

Bookmark and Share

เสาอากาศถ่ายทอดแสงทิพย์เสาที่ 46 นำหัวข้อข่าวสิ่งแวดล้อม ในเว็บเพจ 521.html และ /article527.html มาหารือกับท่านผู้ไม่ประมาท กันต่อในเว็บเพจนี้ ว่าเราจะมีแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติ ในชีวิตประจำวัน เรียงตามลำดับความเร่งด่วน ของการเปลี่ยนแปลงของโลก และสุริยะจักรวาลกันอย่างไรบ้าง

สิบปีที่ผ่านมาทุกคนจะรู้สึกว่าแดดร้อนผิดปรกติ แต่ผู้คนส่วนใหญ่เกือบไม่ทราบว่า มันเกิดขึ้นจากต้นเหตุใด ส่วนท่านที่ได้ทราบสาเหตุ และยังทราบอีกว่าในอนาคต ที่โลกจะร้อนเพิ่มขึ้นอีกต่อเนื่อง ทั้งมีเส้นแรงแม่เหล็กที่หนักและร้อนคลุมเปลือกโลกมา 10 กว่าปี จะหนามากยิ่งขึ้น ผู้คนจะเป็นภูมิแพ้ และมีความขัดข้องในระบบหายใจมากยิ่งขึ้น และเลือดจะข้นขึ้น

ความวัวยังไม่ทันหาย ก็มีกาซมีเทนผุดขึ้นมามากมายจากใต้ผืนโลก ช่วยเพิ่มโลกร้อนมากและเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งทำลายสิ่งแวดล้อมในทะเล สัตว์เล็กๆตายก่อนเป็นลำดับแรก ที่เราจะเห็นๆกันเพิ่มมากขึ้นทุกที สัตว์ประการังตายเกือบหมดทั้งโลกแล้ว ปลาชนิดต่างๆที่พึ่งพาอาศัยป่าประการัง ก็หมดแหล่งที่อยู่และอาหารการกินไปด้วย เครือข่ายสายใยวิตของสัตว์ต่างๆที่ข้องเกี่ยวกับประการัง ย่อมได้รับผลกระทบที่รุนแรง ต่อไปยังสัตว์ใหญ่ที่กินปลาเล็กเป็นอาหาร ในห่วงโซ่การดำเนินชีวิตของสัตว์ทะเล

ความควายก็เริ่มส่งคลื่นประจุลบลงมายังโลก จากกาแลกซี่อันโดรเมดา ซึ่งเป็นกาแลกซี่ใหญ่มาก ครอบกาแลกซี่ทางช้างเผือก กาแลกซี่ไตรแองกุลัม และสุริยจักรวาล ส่งพลังงานประจุลบจำนวนมากมหาศาลลงมาทั่วโลก ลงไปน้ำทะเล เข้าตัวคน สัตว์ พืช ที่ทุกๆชีวิตต่างต้องการใช้น้ำทั้งสิ้น

ภัยร้ายแรงที่เพิ่งปรากฏขึ้นใหม่นี้ ยังไม่มีรายละเอียดจากนักวิทยาศาสตร์ แต่นักวิทยาศาสตร์ทางจิต ทราบสาเหตุนี้แล้ว และจะนำไปสู่ผลที่ร้ายแรงต่อโลก และจักรวาล รวมทั้งทุกๆชีวิตบนโลกนี้ด้วย ถึงแม้ว่าพระอาจารย์รัตน์ ท่านทราบเรื่องนี้ดีแล้ว และได้เปิดมิติ ที่เท้าข้างขวาของสฟิงซ์ที่ประเทศอียิปต์ไปเมื่อ 1 มกราคม 2554 เพื่อช่วยดูดประจุลบดังกล่าวลงดิน ช่วยบรรเทาความเสียหายให้แก่โลกลง ก็ยังไม่ทราบว่าจะช่วยลดภัยพิบัติลงได้มากเพียงใด....เมื่อปลายเดือน ม.ค. 54 ได้พบพระอาจารย์รัตน์ ท่านแจ้งว่า ภารกิจของสฟิงซ์สิ้นสุดลง เมื่อ 8 ม.ค.54 แล้ว ผู้ที่ไม่ได้ลองสัมผัสการทำงานของสฟิงซ์ ในช่วงนั้นก็จะไม่ทราบภาพที่เห็นว่า ทอร์นาโดประจุลบอันยิ่งใหญ่มืดดำน่ากลัวมาก ที่หมุนลงสู่ผืนดินใต้เท้าของสฟิงซ์

เรื่องประจุลบที่อันโดรเมดาส่งมานี้ คนจะหายใจไม่ออก และทานอาหารไม่ได้ น้ำส่วนใหญ่ในร่างกายจะถูกประจุลบมาแย่งกาซไฮโดนเจนออกไป ทำให้ร่างกายขาดน้ำ และเลือดกลายเป็นกรด เมื่อเกิดขึ้นหนักเข้าค่า pH ในร่างกายลงมาถึง 6.6 คนก็จะเกิดอาการโดม่าทันที

การแพร่ระบาดของวัณโรครอบใหม่ นอกจากสิ่งเหล่านี้ที่กล่าวมาแล้ว การที่โลกร้อนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หมอแกนได้กล่าวเตือนล่วงหน้าเอาไว้ว่า โรคระบาดวัณโรค ที่กลับมาใหม่ ทำลายคน 7 ใน 10 คนทีเดียว ที่เห็นๆธรรมชาติจะคัดคนเบื้องแรก ให้เหลือประมาณ 30 %

ที่มา: IPCC Third Assessment Report 2001

ความชันของเส้นกราฟทางด้านขวามือ กำลังบ่งบอกว่า ความร้อนของโลกกำลังจะทะยานขึ้นไปถึงจุดวิกฤตอย่างรวดเร็ว เช่น CO2 จุดวิกฤตอยู่ที่ 450 พีพีเอ็ม ที่ตรงนี้อุณหภูมิบนโลกอาจไปถึง 50-60 องศาเซ็นเซียสทีเดียว ปรากฏการณ์นี้จะไปจบสิ้นหลังจากโลกและจักรวาล ได้ปรับสมดุลตัวเองเสร็จสิ้นแล้ว พ.ศ. 2562 โน่น

ทีนี้ลองมามองย้อนลึกลงไปในอดีต ของชีวิตคนบนโลก ในบันทึก 'ไตรภูมิพระร่วง'

'กาลนั้นอันว่าชาติข้าวสาลีนั้น ก็กลายเป็นเปลือกเป็นแกลบเป็นรำไป ดังข้าวเปลือกเราบัดนี้แลฯ อันว่าสถานที่ข้าวเคยงอก แลแตกเป็นข้าวสารนั้น ก็มิได้งอกขึ้นเป็นดังเก่าเลยฯ จึงคนทั้งหลายเห็นหลากมหัศจรรย์ดังนั้น แล้วเขาจึงชุมนุมปรึกษาเจรจาฉันนี้ แลว่าเมื่อก่อนเรากระทำความอันชอบธรรม เราปรารถนาอันใดก็ได้ดังเราปรารถนา แต่ก่อนไส้ เรามิได้กินอาหารก็ดี เราก็อิ่มอยู่แล เราจะไปแห่งใดก็ไปโดยอากาศ

อนึ่งเราไส้มีที่นอนที่อยู่ก็เป็นสุขสำราญ ตัวเราก็มีรัศมีอันรุ่งเรืองทั่วทั้งจักรวาล ทั้งโอชารสแผ่นดินก็ขึ้นมาปนเพื่อประโยชน์แก่เราๆ ก็ชวนกันโลภอาหารเรากินกันโอชารสแผ่นดิน อันว่ารัศมีในตัวเราที่รุ่งเรืองนั้นก็หายไปสิ้น ก็บันดาบให้มืดแก่เรา ๆ จึงปรารถนาหาสีอันรุ่งเรืองนั้นเล่าฯ จึงเกิดพระอาทิตย์พระจันทร์ให้รุ่งเรืองแก่เรา ๆ กระทำซึ่งสภาวผิดธรรมอันว่าโอชารสแผ่นดินนั้นก็หายไป จึงกลายเป็นดอกเห็ดอันตูมนี้นั้นขึ้นมาในกลีบดินให้เราได้กินต่างข้าวเราไส้ เร่งกระทำความอันมิชอบธรรมเล่า อันว่ากลีบดินดังดอกเห็ดตูมนั้นก็หายไป'

เมื่อนำมาพิจารณาแล้ว พืชพันธุ์ธัญญาหารของโลก ปรับตัวเปลี่ยนไปตามสภาวะจิตของผู้คนเร็วมาก เสื่อมลงไปทุกเวลา อันมาจากเหตุจิตใจของชาวโลก ที่มี ความโลภ เพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น สังคม หรือชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง จะดำรงค์ความอยู่รอดของตนเองได้ ต้องพัฒนาต้นเหตุที่จิตใจ ซึ่งพ่อหลวง ได้ทรงตรัสไว้ว่าผู้นำเศรษฐกิจพอเพียง จะทำงานได้ผลต้องระเบิดจากภายในก่อน

หลายๆคนอาจไม่เข้าใจ สิ่งที่พระองค์ท่านตรัสไว้ การระเบิดจากภายในนั้น เป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของจิต ของผู้ปฏิบัติมหาสติปัฏฐานสูตร แยกจิตออกจากกายนั่นเอง เมื่อแยกจิตออกได้สำเร็จ เท่ากับยึดหัวหาดของแดนนิพพาน ซึ่งพระองค์ท่าน เล็งเห็นพื้นฐานหรือรากฐานของสังคม ในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงที่สำคัญ ในการดำรงค์อยู่ได้ของสังคม ที่จะยืนหยัดต่อสู้กับสภาวะแวดล้อมที่จะเลวร้ายไปโดยลำดับ จนกว่าโลกจะสถาปันนาแกนพลังงานโลกใหม่เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ในปี พ.ศ.2562 นั้น

ตัวเราก็มีรัศมีอันรุ่งเรืองทั่วทั้งจักรวาล วลีนี้ของคนโบราณ แสดงว่ามีรังสีออร่ารอบร่างกายที่รุ่งเรืองไพบูลย์มาก คนประเภทนี้ ภ้าได้พบกับอภิญญาใหญ่ หรือแสงทิพย์ของพระบรมธรรมบิดา ก็จะพบหนทางคืนกลับบ้านนิพพานได้สะดวกรวดเร็วมาก

ในไตรภูมิพระร่วง มีอยู่วลีหนึ่ง 'แต่ก่อนไส้ เรามิได้กินอาหารก็ดี เราก็อิ่มอยู่แล' ทำไมเขาจึงอิ่มอยู่ได้ การรู้สึกหิว บ่งบอกว่า พลังสำรองงานภายในเซลล์ขาดแคลน แล้วคนไม่ได้กินอาหารแล้วอิ่มอยู่ได้ ย่อมจะต้องได้รับพลังงานสำรองมาจากแหล่งพลังงานอื่น นั่นก็คือ พลังงานและคลื่นไฟฟ้าจากอากาศที่เราหายใจนั่นเอง ซึ่งมีรายละเอียด ในทฤษฎีโพเพทัส ของหมอแกนนั่นเอง

มาสรุปเป็นว่า มนุษย์ทั่วโลกอาจต้องตายในอีกไม่นาน เนื่องจากทนสภาวะความร้อนโลกขึ้นสูงไม่ไหว เกือบหมดโลกก็อาจว่าได้ ถ้าหากวิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก เล่นรุมกินโต๊ะมนุษย์เช่นนี้ มากมายหลายสาเหตุพร้อมๆกัน โดยที่ดาวหางดวงใหญ่ยังไม่ทันมาถึงเลย เมื่อดาวหางดวงใหญ่และสมุนดาวเคราะห์อีก 5 ดวง ผ่านแถบวงกลมที่มีเทหะวัตถุนาๆชนิดทั้งเล็กและใหญ่ ที่ล่องลอยอยู่ระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี ก่อนที่จะตรงดิ่งมายังโลก และโคจรรอบดวงอาทิตย์นั้น

ดาวหางดวงนี้ และดาวบริวารจะดูดขยะต่างๆ ในวงแหวนดังกล่าวลงมายังชั้นบรรยากาศของโลก มากน้อยเพียงใด คาดว่าราวกลางปี 2555 โลกก็คงจะได้ต้อนรับเจ้าเศษขยะอวกาศพวกนี้ ถ้าหากลูกไหนเผาไหม้ไม่หมดระหว่างเสียดสีกับอากาศ ย่อมจะมีหลงเหลือลงมาบนผิวโลกแน่นอน ภาพอนาคตที่นอสตราดามูส เห็นวัตถุภูเขาที่กำลังลุกไหม้แดงฉานขนาด 1 ไมล์กำลังตกลงมาบนโลก ในบริเวณทะเลเมดิเตอรเรเนียน และมหาสมุทรแอตแลนติกใกล้ชายฝั่งตะวันออกของอเมริกา ทั้ง 2 ลูกนี้ จะเป็นต้นเหตุแห่งความตายต่อสรรพสัตว์บนโลกนี้ อย่างใหญ่ยิ่งทีเดียว ทั้งในระยะแรกที่ตายทันที และระยะต่อมาอดอยากอาหาร นับหลายพันล้านคน

ยังไม่รวมภัยอื่นๆที่มนุษย์เป็นตัวเร่งให้เกิดขึ้น ท่านครูบาอินทร พระอริยะเจ้า แห่งวัดสันป่ายางหลวง ท่านมองเห็นระบบดิจิทอล ที่มนุษยย์กำลังใช้กันอย่างแพร่หลาย เป็นตัวเร่งภัยธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

ตรงนี้ตรงกับพระราชดำรัสของในหลวง ในงานเฉลิมพระชนม์พรรษา ที่พระองค์ได้กล่าวไว้ว่าประเทศไทย ไม่ต้องการการพัฒนาอย่างสุดโต่ง นั่นมันเป็นการถอยหลัง หากท่านผู้ใดติดตามวิเคราะห์ผลเสียของการใช้ระบบดิจิทอล ต่อจากความเห็นสั้นๆของท่านครูบาอินทร ก็จะเห็นชัดว่า มนุษย์ยิ่งพัฒนาแต่กลับยิ่งถอยหลัง ตรงกับที่ในหลวงท่านทรงตรัสเอาไว้ ประมาณ พ.ศ.2535 โน่น ประมาณ 20 ปีล่วงหน้า...มาแล้ว

ลูกหลานชาวไทยคงจะได้พบเห็นอีกไม่นานนี้...แล้วทีนี้ผู้ไม่ประมาทจะหันมาจัดการกับชีวิตของตนเองอย่างไรดี ถ้าหากจะต้องตาย เราจะเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างไรได้บ้าง ถ้ามันจะรอดก็ถือว่านั่นเป็นโชคดี หรือโชคร้ายก็ไม่รู้เหมือนกัน

ประชากรในประเทศไทยจะเหลือเรือนหมื่น หรือเรือนล้านก็คงต้องคอยดูกันต่อไป...สืบเนื่องจากการไปไหว้ครูสมเด็จพระบรมธรรมบิดา ที่บ้านคุณแม่เกษร เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2554 นี้ พระท่านเปิด 3 โลก ทำให้มีโอกาสได้พบเห็นเรื่องต่างๆที่เป็นมงคลแก่ชีวิต เป็นอย่างยิ่ง ตามที่เคยรายงานเอาไว้ที่ลิงค์นี้

ทำให้ตนเองนำมาต่อยอดแนวความคิดเดิม ที่ยังไม่ลงตัวเสียทีเดียว ว่าต่อไปนี้ ชีวิตประจำวันแต่ละวัน เราควรทำประโยชน์ให้แก่ตนเอง และผู้อื่นอีกจำนวนมากอย่างไรดี ก็ลองแวะมาดูกันเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน ทุกคนไม่ต้องเตรียมตัวตายเหมือนกัน มันมีหลายอ๊อฟชั่นให้เลือก เช่น :

  • ตื่นมาตอนเช้า ก็ตั้งใจอัญเชิญพระ 7 พระองค์มาที่ตัวเรา
  • ตั้งใจระลึกถึงพระรัตนตรัย และทำการบวชจิต
  • สวดพระคาถามหาจักรพรรดิ ของหลวงปู่ดู่ เสร็จแล้ว ของอนุญาตหลวงปู่ดู่ นำบุญกุศลไปสมทบกับภูเขาบุญของหลวงปู่ฯ เมื่อหลวงปู่ฯได้โมทนาบุญกับเราแล้ว บุญนั้นจะยิ่งทวีคูณขึ้นอีกหลายเท่าตัว พร้อมกับขอบารมีพระบรมธรรมบิดา นำแสงทิพย์ไปติดตั้ง ที่ภูเขาบุญของหลวงปู่เพิ่มขึ้นด้วย คราวนี้ภูเขาบุญของหลวงปู่ยิ่งทวีพลังงานบุญกุศล เพิ่มมากขึ้นสุดที่จะประมาณ ให้แก่ผู้ที่ได้มีโอกาสได้โมทนาบุญทั้งหลาย
  • สวดพระคาถาอริยทรัพย์ ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ หรือพระราชพรหมยานเถระ ที่คุณแม่เกษร เพิ่มเติมบางรายการเข้าไปมากขึ้น ให้เหมาะแก่ยุคนี้ ที่อภิญญาใหญ่ได้เปิดตัวแล้ว สวดเสร็จแล้ว ขอนำบุญกุศล ไปสมทบกับภูเขาบุญของหลวงปู่ดู่
  • เสร็จแล้ว อธิษฐาน ขอบารมีหลวงปู่ดู่ ขอสร้างเครือข่ายภูเขาบุญของหลวงปู่ ไปไว้ยังที่ต่างๆ ที่เราต้องการช่วยเหลือคน หรือสรรพสัตว์ หรืองานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน เช่นอาณาจักรไทยในสมัยของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช ยิ่งใหญ่กว้างขวางกว่าที่ปรากฏในปัจุบัน หลายเท่าตัวนัก หากเราจะมีความกตัญญูต่อแผ่นดิน ช่วยพระองค์ท่านได้อย่างไรบ้าง ให้แผ่นดินที่ถูกคนพาลแยกออกไป ให้กลับคืนมาเป็นหนึ่งเดียวอีกวาระหนึ่ง ในรัชสมัย ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลเดชมหาราช แล้วจึงสัพเพฯ 9 ครั้ง
  • การสวดมนตร์ด้วย กายเนื้อเราอาจกระทำเพียง ครั้ง สองครั้งต่อวัน เพื่อมิให้เสียโอกาสทองของการเกิดมาในครั้งนี้ ในการเพิ่มบุญบารมีให้แก่ตัวเรา เราก็อาจใส่โปรแกรม ให้แก่ไมโครชิพของเรา รับภาพและเสียงของเรา โดยใช้หลักการของ ทฤษฎีโพเพทัส ให้จิตของเราทั้งสวดมนตร์ และแผ่ส่วนกุศล เช่นเดียวกับกายเนื้อในแต่ละวัน ได้ตลอดเวลาอีกด้วย เนื่องจิตเป็นคลื่นพลังงานอย่างหนึ่งมันทำงานตลอดเวลา ไม่เกี่ยวกับมิติเวลา เมื่อท่านได้ศึกษาทฤษฎีโพเพทัส เข้าใจดีแล้ว ก็นำมาประยุกต์ใส่คำสั่งต่างๆให้แก่ไมโครชิพได้ทุกเรื่อง ในแต่ละช่วงเวลาที่เราบอกให้ไมโครชิพทราบล่วงหน้า ว่าช่วงไหนหรือวันไหนเราต้องการโปรแกรมอย่างใดบ้าง ไมโครชิพต้องการตอกย้ำคำสั่ง อย่างน้อย 5 ครั้งที่เหมือนๆกัน
  • หากสำรวจดูในเรื่องความบกพร่อง ผิดปรกติของร่างกาย ก็ลองฝึกใช้ ทฤษฎีโพเพทัส ให้มั่นใจ ซักเรื่องหนึ่งด้วยตัวของเราเป็นเครื่องพิสูจน์ สิ่งที่หมอแกนแนะนำ แม้จะพบว่ามีผู้คนมากมายที่ได้คืนกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง แม้แต่ตาบอดไปแล้วทั้ง 2 ข้างที่ไม่สามารถมีจักษุแพทย์คนใด ในโลกนี้แก้ไขให้ได้ เธอเจ้าของชีวิตที่มืดมนอลกาล ก็กลับมามองเห็นด้วย 2 ตาเป็นปรกติอีกวาระหนึ่ง.........เมื่อเข้าใจและมั่นใจในทฤษฎีโพเพทัสแล้ว ให้ศึกษาเจาะลึกถึงแก่นแท้ของทฤษฎีนี้ นำไมโครชิพกลับไปสู่จุดกำเนิดได้อย่างไร หรือ เราจะอาศัย ทฤษฎีโพเพทัส เพื่อแยกจิตออกจากกายแบบนิ่มๆไม่โลดโผนก็ได้อีก ข้าพเจ้าทดลองแล้ว ก็ไม่เรียกว่ายาก ได้ผลรวดเร็วด้วยซ้ำไป เมื่อนำจิตมาถึง 'ทาง' หรือ อยู่บน มรรค ได้แล้ว ต้องไม่พลาดโอกาสดีในปัจจุบัน ทำมรรค ให้สมบูรณ์ บริบูรณ์เสียเลย....ในเว็บเพจนี้มีตัวช่วยท่านอีก 2 แห่ง แห่งแรกท่านจะแวะที่ลิงค์นี้ ศึกษาให้ถ่องแท้ ในรูปแบบมหาสติปัฏฐานแท้ๆ../article403.html และหากจะให้การปฏิบัติของท่านมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปอีก โดยอาศัยอภิญญาใหญ่ หรือวิชาแสงทิพย์ของ พระบรมธรรมบิดา มาต่อยอด การเดินมรรค ของท่าน ก็ลองแวะที่.. /article517.html และขอทำความรู้จักกับ สมเด็จพระวิสุทธิพุทธรังษีบรมธรรมบิดา ให้ลึกซึ้งมากขึ้นก็ลองแวะที่ /article213.html......เหตุที่นำสิ่งเหล่านี้มาบอกเล่า ด้วยความกตัญญูกตเวทิตาต่อสมเด็จพระบรมธรรมบิดา ที่มีพระคุณมากล้น เมตตาบอกทางลัดให้ลูกๆกลับบ้นเดิม ให้ทันกับภิบัติกาลของโลกและสุริยจักรวาล หรือหากเรายังมีชีวิตรอดไปได้ เราก็จะอยู่ได้อย่างไร้ตัวตน เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นเพียงถ่ายเดียว.....และยังเป็นแก่นแท้ของทฤษฎีโพเพทัสอีกด้วย ที่หมอแกนผู้ทำงานอย่างไร้ตัวตน เสียสละมายังโลกนี้ เพื่อช่วยมนุษย์โลก ให้รอดปลอด ภัยจำนวนหนึ่งอีกด้วย...ซึ่งผู้ที่สนใจ นอกจากศึกษาจากไซท์ของท่านและตำหรับตำราที่ท่านเขียนแล้ว ควรหาโอกาสโทรศัพท์ไปขอคำปรึกษา หรือถามปัญหาที่ท่านยังไม่เข้าใจ กับตัวท่านเองตามเวลาที่กำหนดไว้ ตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม นอกจากกำลังมีการบรรยาย ท่านก็จะปิดโทรศัพท์ จึงต้องตรวจสอบจากตารางการบรรยายด้วย หรือสอบถามจากคุณปูม ก็ได้ โทร. 081-341 2644 ช่วงไหนที่คุณหมอสะดวก
  • ตราบใดที่คนเรายังต้องใช้ร่างกายอยู่ มันน่าจะดีมากเลย ถ้าหากเราจะมีร่างกายที่แข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคต่างๆ ไม่ป่วยเจ็บ หรือชราภาพ จนช่วยตนเองไม่ได้ ซึ่งชีวิตมันก็ไม่น่าอยู่ ทั้งยังเป็นภาระหนักให้แก่คนใกล้ชิดในครอบครัว ที่ต้องมาพลอยลำบากลำบนไปกับเราด้วย อันนี้อาจเป็นด้วยข้าพเจ้าช่วยเหลือตนเองมาโดยตลอดตั้งแต่เด็กๆ ที่มีพ่อก็อยู่ในภาวะไปรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 แม่ก็สุขภาพไม่แข็งแรง แต่ชาวโลกเกือบทั้งหมดก็ว่าได้ ที่ต้องแก่เฒ่า และช่วยตนเองไม่ได้ก่อนสิ้นชีพ แต่หมอแกนได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า หากเราตระหนักถึงระบบการทำงานของร่างกาย ที่สามารถใส่โปรแกรมต่างๆที่เราต้องการ ผ่าน ไมโครชิพ ที่หลังท้ายทอย และปฏิบัติตาม ทฤษฎีโพเพทัส ที่ฟังดูอาจง่ายๆ แต่ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ข้อกำหนดที่วางไว้ ที่จริงก็ไม่ทำให้ผู้ปฏิบัติต้องอดอยากอะไร หากคิดว่าจะกินเพื่ออยู่ ก็เกินพอด้วยซ้ำไป จึงต้องเปลี่ยนพฤติกรรม การกินอยู่ให้ได้เป็นลำดับแรก และใช้ ทฤษฎีโพเพทัส เป็นนิสัยจึงจะสัมฤทธิ์ผล การกินรูปแบบใหม่นั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ส่วนการรักษาระบบหายใจ 4 จังหวะ ในการกระตุ้นคลื่นเซลล์นั้น ก็มีทั้งส่วนที่เป็นเปลือกหรือกระพี้ และส่วนที่เป็นแก่นอีกด้วย ไม่ใช่เป็นแบบไม้เนื้ออ่อนล้วนๆ การเปลี่ยนตัวตนนอกจากให้ดูแข็งแรงแล้ว ในการเปลี่ยนไปเป็นผู้อ่อนวัยด้วยนั้น ต้องเพียรปฏิบัติจนจิตแยกออกจากกาย หรืออีกนัยหนึ่ง จิตไม่เห็นว่ายังมีกายอยู่ทั้งๆที่คนอื่นๆก็ยังมองเห็นๆอยู่ (ด้วยมันว่างไปหมดในความรู้สึก) แต่ผู้ที่ปฏิบัติได้แล้ว มันจะรู้สึกว่าชิ้นส่วนอวัยวะต่างๆมันเริ่มไม่มีในความรู้สึกปรกติ ในคุณลักษณะตรงนี้ สำหรับผู้ที่ฝึกใช้มหาสติปัฏฐานสูตร จนจิตแยกออกจากกายแล้ว หรือมาถึง 'ทาง' หรือ มรรค แล้ว ดูว่าจะใช้ ทฤษฎีโพเพทัส แยกจิตออกจากกายไม่ลำบากอะไร ลองนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์ดูซักประมาณครึ่งชั่วโมง หัวก็ดี ไหล่ก็ดี แขนก็ดี มันจะค่อยๆหายไปเงียบๆ ไม่รุนแรงอะไร ไม่น่าตกใจ มันค่อยๆหายไปอย่างเรียบๆ หากดูมันไปเรื่อยๆ มันก็จะหายไปหมดทั้งตัวนั่นเอง คราวนี้ก็จะมาถึง คำอธิบายที่ว่า ทุกสิ่งในโลกมันเป็นเพียงภาพมายาทั้งสิ้น ไม่มีตัวตนอยู่จริง สำหรับผู้ที่แยกจิตออกมาจากกายเนื้อแล้ว ก่อนที่กายเนื้อมันจะเป็นอนัตตา ตามที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่ามันสูญแน่แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่างที่เราเห็นผู้คนหรือสัตว์มันตาย แล้วเน่าเปื่อยผุพัง แต่วิชาของพระพุทธเจ้า ที่ผู้เข้าไปพิสูจน์ได้ ได้รับทราบตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่เลย ดังนั้นหากท่านจะสังเกตคำพูดของผู้หมดสิ้นจากกิเลสแล้ว ว่าท่านมีชีวิตอยู่มันว่างไปเสียทุกเรื่อง คือเรื่องคิดท่านก็ไม่มี มันว่าง ด้วยระบบความคิดความจำมันถูกลบทิ้งไปหมดแล้ว เนื่องจากมันเป็นระบบของโลก ไม่ใช่วิมุติ หรืออีกโลกที่เป็นโลกุตระ หรือพ้นโลกไปแล้ว จิตไม่ใช้ระบบสมองในการคิดการจำอีกต่อไป จิตเป็นตัวของตัวเอง เมื่อมีเหตุมากระทบ จิตจึงจะทำงานตอบสนองคำถามต่างๆที่เกิดขึ้น หรือเรียกว่าท่านไม่มีเจตนาต่างๆอีกแล้ว หรือไม่สร้างกรรมใดๆนั่นเอง ไม่ก่อให้เกิดพลังงานบวกหรือลบ อยู่เป็นกลางๆหรือวางอารมณ์ในอุเบกขารมณ์
    อาจจะนอกเรื่องของกายไปค่อนข้างไกล แต่นั่นมันเป็นแก่นอย่างหนึ่งของทฤษฎีโพเพทัส ที่ท้าทายผู้ปฏิบัติไม่น้อยทีเดียว แหกกฏธรรมชาติค่อนข้างมาก ซึ่งหมอแกนให้ความเห็นเอาไว้ว่า ไมโครชิพ บนสภาวะบนโลกนี้ มีอายุไปได้ถึง 2 พันกว่าปีทีเดียว ในขณะเดียวกันเจ้าของชีวิต ก็สามารถใส่โปรแกรม กำหนดเวลาดับเครื่องของหัวใจ ได้เช่นเดียวกัน ไม่ต้องรอให้มีการเจ็บป่วยเสียก่อนจึงจะตายเหมือนคนอื่นๆเขา ส่วนอีกประเด็นของ ทฤษฎีโพเพทัส น่าสนใจมากๆตรงที่ไม่ต้องใช้ยาใดๆ กินก็น้อยเพียงมื้อเดียว เซลล์ทั่วร่างกายพึ่งพาพลังงานจากอากาศ ที่ใช้หายใจอย่างมีจังหวะจะโคน เซลล์จึงแทบไม่ต้องการพลังงาน จากอาหารมากนัก เพียงแต่เอาอาหารไว้หล่อเลี้ยงระบบทางเดินอาหาร และส่วนประกอบอื่นๆ ไม่ถึงกับเหมือนชาวดาวอังคาร ที่มีอวัยวะภายในต่างจากคนบนโลกนี้ เนื่องจากใช้พลังงานนแตกต่างกันกับชาวโลกนี้ เขาใช้ CO2 เราใช้ O2 ใช้พลังงานกันคนละแบบ

เมื่อเราฝึกเตรียมตัว ทั้งจิต และกายให้พร้อมรับวิบัติกาลของโลกและจักรวาลเอาไว้ล่วงหน้า ชีวิตมนุษย์น่าจะเผชิญเหตุการณ์ ที่ผู้อื่นอาจระทึกขวัญอย่างยิ่ง แต่ผู้ฝึกเอาไว้ดีแล้ว ให้พร้อมก่อนวิบัติภัยจะเกิดขึ้น น่าจะเป็นสิ่งที่ดีทีเดียว ถึงแม้้ว่าเลวร้ายที่สุดจะต้องเสียชีวิตลงไป ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ตาม ก็ยังสามารถดูหน้าของมัจจุราชได้ตลอดเวลา จนหัวใจหยุดทำงานไม่ตระหนกพรั่นพรึงใดๆ

ดังนั้นเมื่อได้พัฒนาทางจิต ตามครรลองที่กล่าวมาแล้ว เราก็จะแบ่งเวลาอีกส่วนหนึ่ง มายกเครื่องให้แก่ร่างกาย ให้พร้อมมือรับวิบัติกาลต่อไป และยังได้พัฒนาจิตใจให้ว่างจากตัวตนเป็นของแถมมาอีกด้วย

ส่วนผู้ที่พัฒนาจิตจนล่วงพ้นขั้นพระอนาคามีไปแล้ว อาจมุ่งหน้าพัฒนาทางจิต ใน มรรค ต่อไปจนสุดสิ้นสมบูรณ์ ไม่ต้องมาพัฒนากายให้แข็งแรงก็ได้ เนื่องจากผู้ที่มีมรรคสมบูรณ์พร้อมแล้ว อาจได้ของแถมจากอดีตชาติ เก่าๆ ทำให้ท่านผู้นั้นมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆตามมา ทั้งฤทธิ์และอภิญญาจิตก็ได้

ส่วนก่อนจะตายก็จะเป็นไปตามครรลองของธรรมชาติ ที่คนทั่วไปคุ้นชินอยู่แล้ว ทั้งนี้ก็อยู่ที่ตัวเราจะพิจารณาเลือกเอา ว่าจะจัดการบริหารจิตและกายของเรานับแต่นี้ไปอย่างไรดี ให้เราพร้อมมากที่สุดต่อวิบัติกาล ที่อาจมีมาอีกไม่นานนักในอนาคตนั่นเอง

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี นอกเหนือจากส่วนขยายธุรกิจ ที่ลิงค์ /article385.html Bookmark and Share