วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

ความเป็นมาของพระธาตุแสงแก้ว_ทุ่งหัวช้าง

ความเป็นมาพระธาตุแสงแก้ว- ตำบลทุ่งหัวช้าง

http://www.ainews1.com/article833.html

บอกเล่าโดยพ่อครูจรูญ สุริยวงศ์

เรื่องราว เกิดที่บ้านเลขที่ 17 หมู่ 8 ตำบลทุ่งหัวช้าง อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน

ในปลายเดือนมีนาคม 2543 หลังจากที่แม่บัวเขียว สุริยวงศ์ คุณแม่ของข้าพเจ้า (อาจารย์จรูญ สุริยวงศ์) ไหว้พระสวดมนต์ เจริญสมาธิ ภาวนา ประจำวันแล้ว ท่านได้สังเกตเห็นแสงสว่างเป็นดวงเล็กๆ ขนาดหัวมือได้ลอยไปมา

ช้าๆ มีแสงสวยคล้ายแสงหิ่งห้อย

เพียงแต่มีขนาดโตกว่าหิ่งห้อยมากและไม่กระพริบเหมือนหิ่งห้อย ดวงแสงกลมๆ นั้นลอยไปมาอยู่นานพอสมควร ทำให้ในห้องโถงบ้านสว่างไสว พอมองเห็นอะไรได้ ท่านรู้สึกแปลกใจว่าเป็นอะไรกันแน่ แต่ใจก็มิได้นึกกลัว ท่านได้ตั้งสติพนมมือกล่าวคำอธิษฐานเบาๆว่า

'สาธุ ถ้าหากสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นนี้ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอได้โปรดสำแดงอภินิหาร ด้วยเถิด' หลังคำอธิษฐาน ดวงแสงกลมๆ ได้ขยายขนาดประมาณผลส้ม แล้วเปล่งประกายแสงพวยพุ่งออกมาหลายสีสวยงาม ท่านเองถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ ท่านก็ส่งเสียงเรียกปลุกให้ข้าพเจ้าและภรรยาตื่น ข้าพเจ้าสะดุ้งตื่นตกใจและรีบออกมาแต่ปรากฏว่าไม่ทันได้เห็นแสงประหลาดดังกล่าว ข้าพเจ้าถามคุณแม่ว่า 'อะไรครับแม่' ท่านตอบว่าไม่ทราบ แต่น่าจะเป็น 'พระธาตุเด็จ' หลายวันต่อมา ข้าพเจ้าได้ไปทำความสะอาดโต๊ะหมู่บูชา และได้พบก้อนหินลักษณะกลมขนาดเท่าหัวแม่มือ สีขาวขุ่น มีเส้นลายและจุดเล็กทั่วไป คิดว่าน่าจะเป็นลูกแก้วของเด็กชายเอก น้องชายคนเล็กของภรรยาข้าพเจ้า ที่มาจากจังหวัดสมุทรสาคร จึงได้นำออกมาจากโต๊ะหมู่บูชา ไปใส่กระป๋องรวมกับลูกแก้ว 3 วันต่อมา ท่านแม่ยายก็พาน้องชายกลับไปบ้านที่จังหวัดสมุทรสาคร ตอนขนของขึ้นรถ ข้าพเจ้ายังได้ถือกระป๋องใส่ลูกแก้วพร้อมทั้งก้อนหินนั้นไปส่งด้วย เป็นอันว่า ก้อนหินนั้นเดินทางไปไกลถึงสมุทรสาครแล้ว

ปลายเดือนมีนาคม 2546 ระยะเวลาห่างกัน 2 ปีเต็ม ได้เกิดเหตุการณ์ซ้ำสอง ในตอนดึกสงัด ได้ยินเสียงคุณแม่ คือ คุณแม่บัวเขียว สุริยวงศ์ เรียกปลุก ข้าพเจ้าสะดุ้งตื่นแล้วรีบปลุกทันที พอโผล่พ้นประตูห้องนอนก็ต้องตะลึงงันกับแสงสว่างงดงาม รู้สึกขนลุกทั้งตัวด้วยความปีติ ดวงแสงนั้นค่อยๆ ลอยๆไปทางโต๊ะหมู่บูชาแล้วแสงลดขนาดลงแล้วดับไป อีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ข้าพเจ้าได้ไปทำความสะอาดโต๊ะหมู่บูชาก็ไปพบก้อนหินกลมๆ ก้อนเดิมอีก พิจารณาดูเท่าไหร่ก็เหมือนก้อนเดิม แต่ก็แปลกใจว่าได้ส่งไปสมุทรสาครตั้ง 2 ปีแล้ว ทำไมมาอยู่ที่นี่อีก และหรือชะรอยว่าก้อนหินนี้จะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีแสงสว่างในคืนก่อน จึงได้นำใส่ไว้ในเบ้าเชิงเทียน บนโต๊ะหมู่บูชา

หลายวันต่อมา ขณะที่ภรรยาของข้าพเจ้าได้ไปทำความสะอาดโต๊ะหมู่บูชาแล้วทำหน้าตื่นลงมาหา แล้วถามข้าพเจ้าว่า 'คุณเห็นอะไรแปลกๆที่โต๊ะหมู่บูชาไหม?' ข้าพเจ้าเข้าใจทันทีว่าหมายถึงอะไร จึงตอบว่า 'เห็น' ภรรยาถามอีกว่า 'ใช่ไหม?' ข้าพเจ้าตอบว่า 'สงสัย' การที่ภรรยาถามว่าใช่ไหมนั้น หมายถึงพระธาตุเสด็จนั่นเอง ทั้งสองเราได้ทบทวนเหตุการณ์ ครั้งที่สองที่เกิดขึ้นในบ้านและเวลาพบเห็นก้อนหินนั้นก็เป็นเวลาหลังจากเหตุเกิดไม่กี่วันเช่นเดียวกัน เพื่อคลายความสงสัย จึงตกลงกันว่าต้องนำไปถามท่านครูบาชัยวงศาพัฒนา เทพเจ้าของชาวเขา เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน จะดีที่สุด เรารอจนลุถึงวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 (แปดเหนือ)

วัดพระธาตุดอยกวางคำ มีงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุ ข้าพเจ้าและภรรยา พร้อมด้วยพระอธิการอมร เตชะปัญโญ อดีตเจ้าอาวาสวัดจริญญาวนารามได้พร้อมใจกันำพระอรหันตธาตุ 8 องค์ และลูกแก้วประหลาดนี้ รวมเป็น 9 องค์ ไปกราบนมัสการเรียนถามท่านครูบาชัยยะวงศ์ษา ครูบาเจ้าท่านรับไปพิจารณาแล้วหลับตาครู่หนึ่ง ท่านจึงบอกว่า ทั้งหมดนี้มิใช่ก้อนหินแต่เป็นพระธาตุทั้งสิ้น ยกเว้นองค์สุดท้ายท่านแกล้งทำเป็นนิ่งหันไปอมเมี่ยงสูบบุหรี่จนข้าพเจ้าต้องทวงถามว่า แล้วองค์สุดท้ายกลมๆ นี่ละครับเป็นพระธาตุของใคร ท่านหันกลับมามองหน้าข้าพเจ้าแล้วอมยิ้มนิดๆ (แต่ที่อยากรู้จริงๆก็คือองค์สุดท้ายว่าคืออะไรกันแน่) ครูบาเจ้าได้บอกว่า นี่คือพระธาตุของพระพุทธเจ้า แต่เป็นพระพุทธเจ้าองค์ก่อนโน้นไม่ใช่องค์นี้ เรียนถามท่านอีกว่า ชื่อว่าพระธาตุอะไรครับ ท่านว่า 'พระธาตุแสงแก้ว' 'แล้วมาอยู่ที่บ้านผมได้อย่างไร' ท่านตอบว่า 'พระธาตุนี้ศักดิ์สิทธิ์มากท่านจะลอยไปในอากาศ มีแสงสว่างขาวนวลสวยงาม อย่างที่คนทั้งหลายเห็นกันว่าพระธาตุเสด็จให้บูชารักษาไว้ให้ดี วันนั้นเราทั้งสามดีใจมากที่หายข้องใจและมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาอยู่ด้วย

จากนั้นมาอีก 2 ปี ในวันที่ 23 เมษายน 2538 เป็นวันคล้ายวันเกิดของครูบาท่าน พวกเราทั้งสามคนได้นำพระธาตุไปวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม และเรียนถามท่านเพิ่มเติมว่า 'จะให้กระผมทำอย่างไร?' ท่านตอบว่าให้บูชารักษาให้ดี และให้สร้างพระเจดีย์ไว้ประดิษฐานในวัด ถามท่านว่า 'กระผมเป็นครูบ้านนอกยากจนเช่นนี้จะมีปัญญาไหนมาสร้างพระเจดีย์ได้' ท่านตอบว่า 'ท่านมาหาเราก็เพราะว่าเราสร้างได้ แต่ตอนนี้ไม่ต้องทุกข์ใจให้บูชาไว้ร่มเย็นดี อีกหน่อยจะมีผู้มีบุญที่เคยเป็นเจ้าของเก่าเขาจะพากันร่วมสร้างเอง' ท่านบอกด้วยเมตตายิ่ง และต่อมาครูบาเจ้าได้เดินทางชี้จุดที่จะสร้างพระเจดีย์ให้ที่อารามจริญญาวนารามด้วยองค์ท่านเอง

จากวันนั้นจวบจนเดือนเมษายน 2548 ได้มีพระสมุห์สง่า สนตจิตโต ลูกศิษย์ของท่าน ครูบาเจ้าได้เดินทางมาหาข้าพเจ้าที่บ้านและได้ขอดูพระธาตุ อีก 1 เดือนต่อมา วันที่ 15 พฤษภาคม 2548 พระสมุหสง่า สนตจิตโต ได้นำแบบพระธาตุที่ได้ออกแบบเองและมาเป็นประธานฝ่ายส่งฆ์เริ่มดำเนินการก่อสร้างและข้าพเจ้าเป็นฝ่ายฆราวาสควบคุมดูแลการสร้าง โดยมีทุนเริ่มต้นเพียง 1 หมื่นบาทเท่านั้น จากนั้นท่านได้ชักนำท่านสัตวแพทย์ สุรจิต ทองสอดแสง ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านเทคโนโลยีกรมปศุสัตว์เป็นประธานฝ่ายอุปถัมภ์การก่อสร้าง

(สำหรับองค์พระธาตุนั้น ท่านผู้รู้หลายท่านได้พิสูจน์ทดสอบเล็งญาณเห็นพ้องต้องกันว่า เป็นพระธาตุของพระพุทธกัสสป พระพุทธเจ้าองค์ที่ 3 นั่นเอง)

อาจารย์จรูญ อาจารย์พาณี สุริยวงศ์

12 กรกฎาคม 2551

นอกจากองค์พระธาตุที่ได้ฉลองไปแล้ว ยังมีการพัฒนาอื่นๆเกี่ยวกับเป็นวัดที่ครบถ้วน ยังมีโอกาสที่ท่านสาธุชนจะร่วมบุญกุศล ผ่านไปที่ท่านพ่อครูจรูญ ที่ดูแลการก่อสร้างมาตั้งแต่ต้น และประกาศให้พระ เทพ พรหม เทวดา ทั้งหมด ที่พระธาตุแสงแก้วได้ร่วมโมทนากับการทำกุศลของเรา ให้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เช่นหลวงปู่ดู่ บอกไว้ว่า เองนึกถึงข้าครั้งหนึ่ง ข้าคิดถึงเองไปกลับ 7 เที่ยวเป็นต้น หลวงปู่ไม่ได้นึกถึงเราเปล่าๆร่วมโมทนาบุญและช่วยส่งเสริมเราให้ทำสิ่งเป็นประโยชน์ได้คล่องตัวและรวดเร็วเพิ่มขึ้น เมื่อเราขอและแจ้งวัตถุประสงค์ กับท่านผู้เจริญทุกท่าน หลายๆท่านอาจรู้จักคุ้นเคยกับเราในชาตินี้มาก่อน จะได้เกื้อกูลช่วยเหลือกันต่อๆไป พ่อครูใช้ บ/ช ธนาคารกรุงไทยสาขาลำพูน: 511-1-53974-3 โทร 053-975189 กรุณาเรียนท่านว่ารู้มาจากเว็บนี้ ขอมีส่วนร่วมสร้างพระธาตุแสงแก้วด้วย

ท่านสาธุชนได้มาไหว้พระธาตุกันแล้ว ได้รับโอกาสใหม่ๆเพิ่มขึ้น ในด้านจิตใจ ส่วนในทางกายใจที่ยังต้องทำงานเพื่อยังชีวิตต่อไป พร้อมๆกับมาช่วยชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เนื่องด้วยประเทศไทยสูญเสียเงินรายได้ค่าใช้โทรศัพท์มือถือให้แก่ต่างชาติปีละประมาณ 500,000 ล้านบาท โลกยุค Transformation ทุกคนที่ใช้มือถืออยู่แล้วสามารถเข้ามารวมพลังสามัคคีช่วยชาติประหยัดเงินมหาศาลดังกล่าว โดยเข้ามาร่วมใช้อุปกรณ์ ที่ SSN โดยท่านประธานบริษัท ท่านพลเอก พิเษฐ์ วิสัยจร ได้ลงทุนติดตั้งระบบการตลาดอีเล็คโทรนิส์ เอาไว้ให้ทุกๆใช้พร้อมแล้ว ลงรายละเอียดได้ที่ ลิงค์นี้ ครับ

วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555

ความในใจ

ความในใจ

เหลือบเห็นทีแรก มองเห็นว่าตั้งชมรมพระโพธิสัตว์ ยังนึกว่าชมรมพระโพธิสัตว์ยุคดิจิทอล ทันสมัยทันยุคจริงๆ อ่านอีกทีไม่ใช่เป็นประวัติพระบรมโพธิสัตว์ 'มาตังคบรมโพธิสัตว์'

แต่อย่างไรก็ตาม ยังคิดว่าบรรดาผู้ยังมุ่งสายพระโพธิสัตว์ มีภารกิจเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่จะขอเสนอเอาไว้ให้บรรดาพระโพธิสัตว์ทุกท่านได้รับไปพิจารณา และหากเห็นด้วย ว่าเอาละ จะเพิ่มบารมีในการช่วยเหลือประเทศชาติ โดยให้บรรดาผู้ใช้มือถือทุกค่าย ได้มีโอกาสใช้ 3.9G กับ SSN ซึ่งมีท่านพลเอก พิเชษฐ์ วิสัยจร เป็นประธาน กันให้เต็มประเทศ ก่อนสิ้น พ.ค. 2555

โดยบรรดาท่านพระโพธิสัตว์ทุกท่าน มาทำงานง่ายๆ บอกต่อเพื่อนๆผู้ใช้มือถือออกไปอีกคนละ 10 ในแต่ละสัปดาห์

โดยมีข้อแม้ว่าเมื่อเข้าใจวัตถุประสงค์ของการช่วยกันป้องกันเม็ดเงินไทยไหลออกนอกปีละ 500,000 ล้านบาทแล้ว มารักษาเงินค่ามือถือทั้งประเทศนี้ ให้หมุนเวียนอยู่ในประเทศ ให้ลูกหลานไทยสบายขึ้น นำค่าการตลาดเดือนละประมาณ 8,000 ล้านบาทมาแบ่งปันระหว่างผู้บริโภค

โดยผู้ทราบข่าวพาตนเองและครอบครัวมาเข้าระบบกับ SSN ให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงนำไปบอกต่อเพื่อนๆอีก 10 คน จะได้มาอยู่ทีมเดียวกัน ทำภารกิจชาติให้ลุล่วงต่อไป

และขอให้บรรดาพระโพธิสัตว์ทุกท่านทั้งกายเนื้อและกายพลังงานก็ตามมาระดมพล ช่วยทำภารกิจวาระแห่งชาติครั้งนี้ให้ลุล่วง เพื่อสร้างสมบารมีของแต่ละท่านร่วมกันต่อไป ข้าพเจ้าขอร่วมโมทนาด้วยทุกๆวัน

มาลงรายละเอียดที่ http://ainews1.com/article831.html
และขอให้พระโพธิสัตว์ทุกท่านถือว่าวาระแห่งชาติกับ 3.9 G เป็นเรื่องเร่งด่วนแห่ง ปี 2555

ผู้เสนอวาระ
สมศักดิ์ อรรถวรรณ P.E.774
http://www.ainews1.com


วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เข้าร่วมทำวาระแห่งชาติกับ 3.9G TOT

ร่วมทำวาระแห่งชาติ กับ3.9G TOT


ประเทศไทยสูญเสียรายได้ และถูกต่างชาติาขนเงินออกในะธุรกิจโทรมือถือ ตลอดเวลาทุกเดือนๆละหลายหมื่นล้านบาท

บรรดาลูกหลานคนไทยทั่วประเทศ มาร่วมกันใช้ 3.9G ฟรีและมาร่วมทำวาระแห่งชาติ ด้วยกันให้ทั่วทั้งประเทศ....แล้วเราจะร่วมทำวาระนี้กันได้อย่างไรนั้น อุปกรณ์พร้อมแล้วที่นี่


วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

โอกาสธุรกิจของคนปัจจุบัน

โอกาส ของผู้ที่มีหัวใจรักการเป็น

เจ้าของธุรกิจส่วนตัว

ผู้ที่มีความต้องการจะเป็นเจ้าของธุรกิจ ในเป้าต่างๆกัน ทั้งห้างขนาดเล็ก ขนาดกลาง รายได้ รายได้ 10 ล้านบาท/เดือนขึ้นไป หรือเป็นเจ้าของห้างขนาดใหญ่ มีรายได้ 100 ล้านบาท/เดือนขึ้นไป

ในเป้าหมายต่างๆดังกล่าวของแต่ละคน มีโอกาสยังรอให้ทุกท่านได้แวะเข้าไปศึกษารายละเอียดและตัดสินใจโดยด่วน เพื่อยึดหัวหาดที่ดีกว่าก่อนคนอื่นๆจะตามมาที่
http://ainews1.com/article828.html หรือที่
http://ainews1.com/article36.html

ปัญหาคาใจของหลายๆท่านที่ได้ศึกษาแล้ว ยังมองทะลุลงไปไม่ถึง Layer ต่างๆของเป้าหมายรายได้ที่พูดถึงข้างต้น มาถกต่อกันได้ กับ สมศักดิ์ อรรถวรรณ P.E.774 จะช่วยให้ท่านถึงบาง อ้อ ได้ง่ายๆทีเดียว..เพื่อให้ทุกท่านได้เข้าถึงการเตรียม Platform ธุระกิจของตนเอง ที่เหมาะสมพอเพียงแก่เป้าหมายธุรกิจของแต่ละท่านอย่างชัดเจน ส่วนในเรื่องต้องลงทุนเตรียม Platform รองรับธุรกิจของแต่ละ Category นั้น จะน่าเบาใจอย่างที่ทุกท่านคาดไม่ถึงทีเดียว...

เอาเถอะขอให้เพียงรับฟังไว้ก่อน ส่วนตัวเลขที่ตระหนักแล้ว ท่านจะตอบตนเองได้ทันที เมื่อได้มาปรึกษาหารือกับสมศักดิ์ แล้ว...ขอรับคิวจองของทุกท่านที่สนใจได้ที่ 087 517 0723 หรือ 02 379 0832 มาร่วมวงสนทนาหาความจริงของธุรกิจ ได้ครั้งละ 50 ท่าน.....ด้วยความยินดีครับ...ขอเชิญนักธุรกิจผู้ที่กำลังสงสัยใฝ่รู้ของจริง มาร่วมฟังการไขปัญหาให้ทุกท่านได้พบทางสว่างของธุรกิจร่วมกัน
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม,ปลดหนี้เกษตรกร,ใช้เงินทำงาน,บริษัทมหาชนล้ำยุค

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

บันทึกสุดท้ายของหลวงลุงคุณวิกรม

บันทึกสุดท้ายของหลวงลุง
บันทึกของหลวงลุงคนเชียงใหม่ถึงหลานๆ เรื่องภัยพิบัติ
เรียนสมาชิกทุกท่านครับ
หลังจากไตร่ตรองอยู่หลายวัน ผมตัดสินใจนำบันทึกทั้งหมดของหลวงลุงออกมานำเสนอก่อนที่จะเกิดภัยพิบัติมากเกินไปกว่าที่จะคาดเดาได้ของมนุษย์ชาติ ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย โดยที่ผมมีส่วนได้เห็นคำบันทึกอันเนื่องมากจากญานทัศนะของหลวงลุง โดยหากผมไม่ได้นำมาเสนอให้มีการเตรียมการกัน จะเป็นบาปติดอยู่ในใจผม ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบในบันทึกที่หลวงลุงได้เขียนไว้ แม้นว่าตัวผมเองจะได้วางอุเบกขา แต่ว่าถ้าไม่ได้เผยแพร่ออกไปจากผม สิ่งนี้ถือว่าผมขาดเมตตา จะเชื่อหรือไม่เป็นเรื่องของบุญกรรมของท่าน ในส่วนตัวผมเองถือว่าได้เผยแพร่สิ่งที่ติดค้างในใจของผมแล้ว ผมขอแบ่งบันทึกออกเป็น 4 ตอนนะครับ....ส่งข่าวโดยหลานวิกรม

1. เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันฟ้าดับ
2. เรื่องราวที่จะเกิดตามมาหลังวันฟ้าดับ 3 วัน
3. เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นหลัง จากวันฟ้าดับ
4. ชาวไทยจะเผชิญกับสิ่งใดบ้าง

1.เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันฟ้าดับ
วิกรมหลานลุง หลังจากลุงได้แจ่มชัดในญาณทัศนะในสิ่งที่จะเกิดขึ้นแล้ว ทำให้จิตใจของลุงเองเศร้าหมอง จนไม่อาจข่มจิตให้เป็นอุเบกขา ว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีกรรมเป็นของตัวเอง การเข้าไปก้าวล่วงในกรรมของผู้อื่นนั้น ผู้ที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงนั้นจะต้องเป็นผู้แบกรับกรรมนั้นๆไว้ ลุงจึงขอแจ้งสิ่งต่างๆที่ได้เห็นมาเล่าสู่กัน โดยถือว่าลุงได้ทำหน้ารายงานข่าวเท่านั้น ใครได้พบแล้วจะเชื่อไม่เชื่อนั้นเป็นเรื่องของผู้อ่านจะใช้ดุลวินิจเอง หลังจากเขียนบันทึกนี้แล้วลุงตัดสินใจที่จะออกบวช เรื่องราวที่ได้มีการเตรียมการกันไว้นั้น ฝากให้หลานดูแล ประสานกับคุณลุงประสิทธิ์ และกลุ่มบ้านพุทธบุตร เพื่อช่วยเหลือกันตามกำลังบุญต่อไป
เรื่องราวที่ลุงบันทึกทิ้งไว้ให้หลานนี้ ทั้งหมดเพื่อไม่ให้หลานและคณะเกิดความประมาท ในสิ่งที่จะเกิดขึ้น ทั้งในด้านการเตรียมการภายนอกและการเตรียมการภายใน เน้นย้ำเรื่องการฝึกตายก่อนตาย เพื่อให้จิตคุ้นเคยกับอาสัญกรรมในทางสว่าง ให้กับน้องๆ และหลานๆทุกคนด้วยเพราะกุญแจดอกแรกที่จะเปิดเข้าไปในโลกแห่งวิญญานนั้น
กรรมที่แรงสุดคืออาสัญกรรม เพราะถ้าจิตผูกยึดกับสิ่งใดในขณะที่ขาดห้วงลมหายใจสุดท้ายนั้น ถ้าหากมีเพียงแค่เสี้ยวอึดใจ อาจจะถลำลงสู่อบายภูมิถ้าจิตเป็นอกุศล หมั่นทำทานในสิ่งที่ยากๆ เพื่อไม่ให้ตนติดยึดกับคนสัตว์สิ่งของใดๆ อันจะเป็นแรงเหนี่ยวรั้งเรา ไปสู่การเกิดที่ไม่เป็นกุศล หมั่นเจริญมรณานุสสติ เรื่องราวที่ลุงได้บันทึกไว้ให้หลานนี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดจากญาณทัศนของลุง เพื่อให้หลานจะได้เตรียมตัว เตรียมใจ วันเวลาอาจจะมีการคลาดเคลื่อนบ้าง ตามเหตุและปัจจัย แต่เรื่องราวที่จะเกิดขึ้น สิ่งเตือนของวันเกิดภัยพิบัตินั้น ไม่เปลี่ยนแปลง
เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นนั้น ลุงขอเรียกว่าวันฟ้าดับก็แล้วกัน เพราะในยามนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกด้านมืดสนิท (ซีกโลกที่ประเทศไทยตั้งอยู่จะมืด 6 วันก่อนโลกจะย้ายขั้ว ส่วนพื้นที่โซนมหาสมุทรแอตแลนติกจะสว่างตลอดเวลา เป็นพื้นที่ดาวหางดวงใหญ่กว่าโลก 4 เท่า Planet X มีมวลมากกว่าโลก 23 เท่า ดูดตรึงกับรอยแยกกลางมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ ที่มีสนามแม่เหล็กเข้ม ทำให้โลกค่อยๆหมุนรอบตนเองช้าลงจนหยุดหมุน 6 วัน) แม้แต่ในยามที่เราหลับตายังมีความสว่างมากกว่าเสียอีก ลุงบันทึกหลังจากอธิษฐานไปยังวันก่อนหน้า ที่จะเกิดภัยพิบัติแก่บ้านเรา 3 วันเจ็ดวัน ก่อนหน้านั้นลุงเห็นคนที่มีจิตเป็นอกุศลกรรม ได้มีการฉลอง จุดพลุ ร้องเพลงปีใหม่และนับถอยหลังในวันสิ้นปี (ลุงจึงคาดว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นหลังงานฉลองสิ้นปีใหม่).....อ่านต่อที่ http://www.ainews1.com/article823.html

วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

น้ำท่วมที่ลุ่มเจ้าพระยา

ปี 2555 หลวงปู่สรวง บอกไว้นานแล้ว ก่อนจะถูกน้ำถล่ม 3 วัน 3 คืนเทวดาจะโปรยลูกเห็บขนาดใหญ่ลงมาก่อน...แล้วน้ำผสมโคลน...จากคลื่นขนาดใหญ่รุนแรงที่เรียกว่าสึนามิเกิดขึ้นหลังจากอินโดนีเซียและปลายแผ่น Sunda Plate ใหญ่โตประมาณ 9 ล้านตารางกิโลเมตรทรุดตัวจมลงอย่างฉับพลัน
http://ainews1.com/article445.html