วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

เิอาสมบัติพ่อแม่คืนมา

เอาสมบัติพ่อแม่คืนมา

http://www.ainews1.com/article840.html

กำลังเกิดอะไรขึ้นกับพี่น้องชาวอเจนติน่า และชาวบราซิล ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่มีกินมีใช้ ไม่มีบ้านจะอยู่ ต้องนอนข้างถนน ไม่มีน้ำจะอาบ ไม่มีไฟฟ้าจะใช้ โทรศัพท์นั้นไม่ต้องพูดถึง...น่าสงสารประชาชนเหล่านี้อย่างยิ่ง ไม่สามารถช่วยตนเองให้มีชีวิตอย่างปกติสุขได้ ชีวิตไม่มีความหวัง ไม่รู้จะนอนที่ไหน ไหนอากาศยังหนาว ท้องก็หิว

ต้นเหตุที่พี่น้องร่วมโลกใน 2 ประเทศนี้ต้องผจญชะตากรรมที่น่าสงสารเหล่านี้ เนื่องจากผู้บริหารประเทศคอร์รัปชั่นกันอย่างมโหฬาร จนเศรษฐกิจประเทศล่มจม ต้องขายสมบัติชาติ เช่น น้ำ ไฟ โทรศัพท์ ต่างๆเหล่านี้ ออกไปให้แก่นายทุนข้ามชาติ เข้ามาซื้อในราคาถูกๆ แล้วนำไปบริหารขึ้นราคาค่าบริการตามชอบใจ ทั้งๆที่สมบัติเหล่านี้เป็นสมบัติของชาติของแผ่นดินแท้ๆ รัฐจะต้องเก็บเอาไว้ในรัฐวิสาหกิจ ช่วยให้ประชนของตนมีใช้ในราคาไม่แพง ไม่ต้องเอากำไรมาก เพียงพอให้องค์กรรัฐวิสาหกิจนั้นทรงตัวอยู่ได้ ก็เพียงพอแล้ว ประชาชนทั่วไปส่วนใหญ่จะได้เข้าถึงในปัจจัยสี่ ได้ทั่วถึง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเมืองใหญ่ๆ จะไปอาศัยน้ำในลำธารที่ใสสะอาดอย่างในต่างจังหวัดได้ที่ไหน ต้องพึ่งพาแต่น้ำประปาเท่านั้น เมื่อน้ำประปาต้องมีราคาแพง เกินความสามารถของประชาชน จะซื้อหามาใช้ได้ จึงสร้างความทุกข์อย่างยิ่งให้เกิดแก่ประชาส่วนใหญ่ที่ปกติก็มีสภาพเศรษฐกิจไม่มั่นคงอยู่แล้ว.....แล้วกิจการโทรศัพท์ก็เป็นสิ่งจำเป็นของประชาชนทั้งประเทศ ที่ควรเป็นของรัฐวิสาหกิจ เช่น บจม.ทีโอที ที่กระทรวงการคลังถือหุ้น 100% ไม่ต่างจาก ทีโอที เป็นสมบัติพ่อแม่ของทุกคนในชาติ

ท่านอ่านมาถึงตรงนี้ จะนึกถึงพี่น้องชาวไทย 60 กว่าจังหวัดที่ถูกน้ำท่วมอยู่หลายเดือน บ้านไม่มีจะอยู่ หลังน้ำลดลงเป็นปกติแล้ว จะเอาเงินทองที่ไหนมาซ่อมแซม เกิดความทุกข์อย่างยิ่งทีเดียว อาหารการกินที่เพาะปลูกไว้ก็ถูกน้ำท่วมเสียหายสิ้น ปลูกผักก็ต้องรออีก 45 วันจึงจะได้รับประทาน ข้าวล่ะ ต้องใช้เวลาปลูกใหม่อีก 4 เดือนเป็นอย่างน้อย แล้วพันธุ์ข้าวล่ะ ปุ๋ยล่ะ เงินทั้งนั้น ส่วนปากก็ต้องหาให้กินทุกมือ

หวังพึ่งใครไม่ได้ นอกจากช่วยตนเองให้อยู่รอดและดีขึ้นเท่านั้น ผู้ที่ไม่ถูกน้ำท่วมทั้งหลายให้พากันเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องเหล่านี้โดยด่วน ให้ทุกๆครอบครัวมองเห็นแสงสว่างที่จะมีชีวิตสืบไป และยังมีส่วนเข้ามาช่วยชาติ นำสมบัติของแผ่นดินกลับมาอยู่ในหมู่ชาวไทย เพื่อลูกหลานภายหน้าจะได้มีกินมีใช้ ไม่เป็นอย่างลูกหลานประชาชน ที่น่าสงสารอย่างในอาเจนติน่าและบราซิล

มีเสียงแย้งขึ้นมาทันทีว่า แล้วจะเอาอะไรไปช่วยเขา....ถูกต้อง จะไปช่วยเขาให้มีรายได้เลี้ยงปากท้อง ให้มีชีวิตที่พอเพียงแก่อัตภาพ ต้องมีอุปกรณ์ไปบอกให้เขาได้มีโอกาสใช้อย่างง่ายๆ ให้เขาลงทุนเล็กน้อยสัก 2-3 เดือน พอพ้นเดือนแรกไป เขาก็จะค่อยๆมีรายได้คืนกลับมา 3 เดือนไปแล้วเขาก็พอจะหายใจคล่องขึ้น มีความหวังในชีวิตมากขึ้น...โดยให้พวกเขามาเข้าระบบการตลาด 3.9G กับ SSN ซึ่งมีท่านพลเอก พิเชษฐ์ วิสัยจร เป็นประธาน

เปิดโอกาสให้เขามาเป็นสมาชิกกับ SSN ลงทุนครั้งแรก 750 บาทเป็นสมาชิกตลอดชีพและรับซิมโทรศัพท์เอาไว้ใช้ได้ตลอดไป 1 ซิม และชำระค่าแอร์ไทม์ของเดือนนั้นอีก 500 บาท ตกลงการเข้าระบบครั้งแรกกับ SSN เขาจะจ่าย 1,250 บาท แล้วช่วยให้เขาบอกต่อเพื่อนๆอีกข้างละซัก 10 คน ให้ทุกคนทำอย่างเดียวกันต่อๆไปทุกสัปดาห์ สัปดาห์ที่ 3 ที่ 4 เขาก็จะเริ่มมีรายรับเข้าบัญชี ในขณะที่เราใช้อินเทอร์เน็ต อยู่ในฐานะที่มีความสะดวกกว่า ก็ช่วยกันเพิ่มจำนวนสมาชิกเข้ามาหนุนเนื่องให้แก่สมาชิกน้ำท่วมเหล่านี้ ให้เขามีรายได้เต็มเพดานเร็วๆ มีสมาชิกเข้ามาข้างละ 200,000 ซิม จากจำนวนที่ยังไม่ได้เข้ามาทั้งประเทศอีกนับ 90 ล้านซิม เขาก็จะได้รับเงินจากระบบการตลาดของ SSN เดือนละ 4 ล้านบาททุกๆเดือน โดยย้ำให้เขาทราบว่าจะต้องใช้เงิน 500 บาทกระตุ้นระบบทุกเดือน และใช้ค่าแอร์ไทม์ในการกระตุ้นระบบนี้ สำหรับโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต ระบบการตลาดของ SSN จึงจะทำงานคิดเงินปันผลให้ในแต่ละเดือน

ส่วนใหญ่พี่น้องประชาชนเหล่านี้ จะไม่มีโอกาสที่จะทราบข่าวทางอินเทอร์เน็ต แต่ทุกๆสถาบัน ทุกๆองค์กร ที่ได้เป็นสมาชิกของ 'วาระแห่งชาติกับ 3.9G' โดยเจาะจงเลือกมาช่วยกันทำภารกิจชาติ จะได้ทราบข่าวนี้ก่อน ว่าใน กูเกิล มีเงินค่าการตลาดมือถือทั้งประเทศอยู่ประมาณเดือนละ 8,000 ล้านบาท รอให้ทุกคนเข้าไปกอบไปโกยเอาตามที่ใจตนต้องการ จะเป็นผู้นำโอกาสไปให้พี่น้องที่ถูกน้ำท่วมในจังหวัดนั้นๆอย่างทั่วถึงรวดเร็ว โดยปากต่อปาก หมู่บ้านต่อหมู่บ้าน ตำบลต่อตำบล อำเภอต่ออำเภอ จังหวัดต่อจังหวัด นำรายได้และช่องทางแก้ปัญหาปากท้องใครเลยจะไม่ยินดียอมรับ ตัดสินใจเข้ามามีส่วนแบ่งค่าการตลาดเดือนละ 8,000 ล้านบาทกับเขาบ้าง ในยุค Transformation ของโลก อะไรๆที่คนคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

ตามธรรมดาสมาชิกขององค์กรใดๆก็ตาม ย่อมจะคิดถึงองค์กรของตนให้มีความมั่นคงทางการเงินพอสมควร ก็สามารถเอาโอกาสนี้ใน กูเกิล ไปหารือกับ คณะกรรมการ หรือผู้บริหารองค์กรนั้นๆให้ทราบ และศึกษาให้เข้าใจว่าโอกาสเช่นนี้ จะช่วยกันนำเอาทรัพย์สมบัติของพ่อแม่คืนกลับมาอยู่ในมือของคนไทยได้อย่างไร ให้พากันมาใช้มือถือของ 3.9G ของ ทีโอที ให้ครบ 90 ล้านซิมโดยเร็ว ก่อนสิ้นเดือนพฤษภาคม 2555 นี้ยิ่งวิเศษ แล้วบอกต่อเพื่อนๆรอบตัวเรา ให้เร่งเข้ามาทำวาระแห่งชาติกับ 3.9G โดยด่วน ให้ทั่วประเทศ ใครอยู่จังหวัดไหน เป้าหมายขั้นแรกให้ทราบโอกาสเข้ามา ใช้ 3.9G ทั้งหมู่บ้าน ทั้งตำบล แล้วขยายไปทั้งอำเภอ และแล้วทั้งจังหวัดโดยเร็ว ในวิธีการต่างๆร่วมกับอินเทอร์เน็ต ปฏิบัติภารกิจชาติร่วมกับพันธมิตรอย่าง กูเกิล แล้วกำชับว่าเมื่อทราบรายละเอียดต่างๆที่ต้องการแล้ว ให้ส่งข่าวกลับมาที่เรา จะได้แนะนำต่อว่าจะสมัครได้อย่างไร มาอยู่ร่วมทีมเดียวกับเรา ช่วยกันทำภารกิจชาติร่วมกันเป็นทีม

ถึงแม้ว่าปัจจุบันยังไม่สะดวกในการสมัครออนไลน์ก็ตาม เราก็ไม่รั้งรอ เช่นถ้าอยู่ต่างจังหวัด ก็ใช้ตัวแทนมาซัก 1รถตู้ มาสมัครก่อนที่ กทม. ที่ SSN ชั้น 4 อาคารวินวินทาวร์เวอร์ ถนนรัชดาภิเษกเยื้องๆกับตึกช้าง มาทางด้าน ม.จันทร์เกษม มาบันทึกเสียงการบรรยายของที่ปรึกษาของ บริษัทไปให้คนทางบ้านฟังพร้อมกับรับฝากมาซื้อใบสมัครกลับไปให้ด้วย แล้วค่อยส่งมาให้บริษัททำการคีย์รหัสเข้าระบบต่อไป

หากท่านเลือกมาบ่ายวันอังคาร หรือพฤหัสฯ ให้มาถึง SSN ซักบ่าย 4 โมงเย็นทานข้าวเย็นมาให้เรียบร้อย นำสำเนาบัตรประชาชน 2 ใบ และสำเนาสมุดเงินฝากหน้าแรก ธนาคารใดธนาคารหนึ่งในสี่แห่ง เช่น ไทยพาณิชย์ กสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ และทหารไทย แห่งใดแห่งหนึ่ง 1 สำเนา ตกลงใช้เอกสาร 3 ชิ้นต่อการสมัคร 1 รหัสของตัวเรา หากเราเป็นลูกกตัญญู เราก็เอาหลักฐานของคุณพ่อคุณแม่มาสมัครพร้อมกับเราด้วย ในรหัสที่ 2 รหัสที่ 3 มีตัวเราเป็นผู้แนะนำ (ใช้รหัสในชั้นบนแนะนำรหัสใหม่ๆในชั้นล่างของแต่ละชั้น 1แนะนำ 2 เพื่อกระจายรายได้ในองค์กรส่วนตัว และทำคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของ SSN) โดย SSN ยอมให้เราจัดตั้ง Platform รองรับรายได้ ได้เพียงครั้งเดียวเมื่อตัดสินใจสมัคร เป็นกลุ่มก้อนสำหรับครอบครัว หรือตั้ง Platform รองรับรายได้ขององค์กรขนาดใหญ่ ที่ต้องการรายได้เดือนละเป็นร้อยๆล้านบาทขึ้นไป ลงทุนน้อยใช้เวลาคืนทุนเร็ว และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากเงินค่าการตลาดมือถือ มาให้แก่องค์กรของตน เป็นค่าตอบแทนในการมาร่วมทำภารกิจช่วยชาติเอาสมบัติของพ่อแม่คืนกลับมา

ดีกว่าปล่อยให้บริษัทข้ามชาติมากอบโกยทั้งค่าการตลาด และค่าแอร์ไทม์ออกไปนอกประเทศทุกๆเดือน ...หากปล่อยเอาไว้เช่นนี้ โอกาสอย่างที่ประชากรส่วนใหญ่ของอาเจนติน่า และบราซิล ต้องเผชิญชะตากรรม มันก็มีโอกาสมาถึงประเทศย่านตรงข้ามโลกเช่นแถบเอเชียนี้ได้เช่นเดียวกัน หากประชาชนภายในชาติ เอาแต่ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างใช้โทรศัพท์ของบริษัทข้ามชาติที่มาซื้อสัมปทานไปจากคนไทยบางคน หรือแอบขายสัมปทานที่คนไทยได้รับนำไปขายต่อให้แก่บริษัทข้ามชาติ.....โดยคนไทยส่วนใหญ่ไม่มีส่วนได้รับรู้มาก่อน

องค์กรขนาดใหญ่ที่ทราบโอกาสแล้ว รวมทั้งบริษัทต่างๆ ที่มีสำนึกรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สามารถสมัครเข้ามาจัดเตรียม Platform รองรับรายได้รหัสละ 4 ล้านบาทได้มากถึง 63 รหัสให้ครบ 5 ชั้นลึก แล้วจึงขยายงานจากใต้ชั้นที่ 5 ลงไปให้เต็มที่ละชั้น โดยให้ยอดจำนวนซิมสองข้างของแต่ละรหัสในชั้นที่ 5 มีจำนวนเท่าๆกัน หรือใกล้เคียงกันทั้ง 32 รหัสในชั้นที่ 5 ต้องการเพิ่มเครือข่ายสมาชิกข้างละ 200,000 ซิม จากความต้องการซิมในประเทศที่เหลืออยู่อีกประมาณ 90 ล้านซิม โดยแจกจ่ายภารกิจ ให้รหัสซ้ายสุดและขวาสุดทีละคู่ ไล่เข้าหาตรงกลาง ให้เต็มทีละชั้น หากทำอย่างมืออาชีพมีอุปกรณ์ช่วยขยายงานหลายอย่างพร้อมๆกัน ทุกรหัสก็จะมียอดผู้ใช้ครบ 200,000 ซิม แต่ละข้างใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน

ให้เวลา 3 เดือนบางท่านก็อาจจะบอกว่านานไปเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากทุกๆองค์กรและทุกๆคนสามารถนำเอาโอกาสเช่นนี้ไปบอกกับเจ้าของกิจการต่างๆ องค์กรขนาดใหญ่ต่างๆที่มีสมาชิกภายในองค์กรของตนอยู่มากมายทั่วประเทศอยู่แล้ว ระดมบอกโอกาสออกไปพร้อมๆกันทางอินเทอร์เน็ต ใครๆก็ต้องการโอกาสเข้ามาใช้โทรศัพท์ฟรี และมีรายได้เป็นกอบเป็นกำกลับมาทุกคน และยังได้มีโอกาสช่วยชาติอีก ช่วยกันเอาสมบัติพ่อแม่กลับคืนมาในเวลาที่รวดเร็วดุจสายฟ้า ด้วยพลังสามัคคีของคนในชาติ ที่ได้เข้าใจผลดีผลเสีย ที่เกิดขึ้น

ยากที่ทุกคนจะปฏิเสธผลดีที่เกิดขึ้นแก่ชาติ แก่ตนเอง และแก่ครอบครัวได้อย่างรวดเร็วก่อนที่ ทีโอที จะติดตั้งโครงข่ายกระจายสัญญานเสร็จครอบคลุมทั้งประเทศด้วยซ้ำไป ยกเหตุผลที่จะรอจนกว่าให้เครือข่ายสัญญานของ ทีโอที เสร็จเรียบร้อยทั้งประเทศ แล้วจึงค่อยเข้ามาใช้ 3.9G นั้น คนที่ความคิดเช่นนี้มีนับหัวได้เท่านั้น ไม่ควรปล่อยให้บริษัทข้ามชาติมากอบโกยค่าใช้มือถือของคนไทยออกไปทุกเดือน เดือนละหลายหมื่นล้านบาท...จากที่เคยใช้ถนน 2 เลนที่แน่นขนัดระบบล่มไปหลายคราว แล้วทำไมไม่หันมาใช้ถนน 12 เลนที่การจราจรคล่องตัว ทำความเร็วได้ 42 Mbps เล่า

คนในองค์กรเดียวกันจะเข้าใจกันได้รวดเร็วมาก เปิดโอกาสให้ทุกคนในองค์กร มาทำ วาระแห่งชาติกับ 3.9G กันอย่างน้ำไหลไฟสว่างกันเลยทีเดียว ส่วนในรายละเอียดของผู้ที่ชอบค้นหาทุกซอกมุมว่า บทบาทของ 3.9G นั้นเป็นมาอย่างไร และจะมีบทบาทสำคัญต่อประเทศชาติต่อไปอย่างไร พันธมิตรธุรกิจอย่าง กูเกิล ก็พร้อมให้เข้าไปศึกษารายละเอียดอยู่ตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว แต่ว่ากันที่จริงผู้ที่ทราบโอกาสแล้วตัดสินใจเข้ามาลุยเดินหน้าโดยทันที จะไปเร็วกว่าประเภทคนช่างค้น กว่าตนเองจะตั้งต้นได้ พวกแรกๆไปไกลแล้ว ไม่ต่างกับผู้ที่เห็นฝูงปลาอยู่เต็มทะเลอยู่ตรงหน้า คว้าอุปกรณ์มาได้ก็ลงมือจับปลาทันที ส่วนประเภทที่กำลังวางแผนหลายๆอย่างอยู่ อาจไม่มีโอกาสจะจับปลาฝูงนั้นแล้ว ต้องรอโอกาสใหม่ เนื่องจากเฝ้าแต่สงสัยอยู่ว่าจะใช้อุปกรณ์ชิ้นไหนจับปลาดี และสงสัยว่ามันจะใช้ได้ผลดีจริงหรือไม่

โดยไม่ได้เฉลียวใจว่า คนคิดออกแบบติดตั้งอุปกรณ์การตลาดอย่าง SSN ที่มีท่านพลเอก พิเชษฐ์ วิสัยจร อดีตรอง ผบทบ. เป็นประธานนั้น ได้ทำงานอย่างหนักมาล่วงหน้านานแล้ว จึงออกมาเป็นอุปกรณ์ใช้ง่ายๆได้ผลดีอย่างกว้างขวางแก่ทุกๆคน และได้ลงทุนไปหลายสิบล้านแล้ว ย่อมต้องแน่ใจว่าเครื่องมือต่างๆใช้ได้ผลอย่างแน่นอน มิฉะนั้นทาง ทีโอที ก็จะไม่พิจารณาเซ็นสัญญาแต่งตั้งให้เป็นตัวแทน ขยายเครือข่ายลูกค้า 3.9G ให้แก่ ทีโอที ไปทั่วประเทศ แล้วนำรายได้ค่าการตลาดส่วนหนึ่งมาแบ่งให้แก่ SSN และสมาชิก แทนที่จะนำไปลงทุนตั้ง Shop หรูๆที่เห็นอยู่ทั่วประเทศไล่ต้อนลูกค้าเข้าในค่ายของตน

เชิญทุกท่านร่วมด้วยช่วยกัน....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพของตนเอง ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆทุกเพศวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html Bookmark and Share

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

เถ้าแก่ใจกว้าง

เถ้าแก่ใจกว้าง

http://www.ainews1.com/articcle834.html

โลกยุค Transformation เถ้าแก่ทั้งหลาย ต้องใจกว้าง เนื่องจากกระแสโลกของความเปลี่ยนแปลงเดินหน้าไม่หยุด จนกระทั่งสถานะความเป็นมนุษย์จะเสมอๆกัน ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกันอีกต่อไป ในที่สุดจะเหลือแต่คนใจกว้างถึง 89 % ในสังคมโลก โลกก็จะปรับขึ้นเป็น 4th Density ตามพระอาทิตย์ไป

ส่วนเถ้าแก่ทั้งหลาย มีใจกว้างเป็นทุนเก่าอยู่แล้ว เถ้าแก่ในที่นี้หมายรวมเอาเจ้าของบริษัททั้งหลาย องค์การสมาคมต่างๆ ที่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน แม้แต่ชมรมศิษย์เก่านาๆชนิดก็ดี ทุกๆแห่งล้วนยังต้องอาศัยเงินทุนหมุนเวียน ในกิจการของตน และภายในสมาคมของตน และในชมรมต่างๆ การเพิ่มกองเงินทุนสำรองสำหรับให้หน่วยงานต่างๆมีพอ ไม่ต้องรบกวนจากสมาชิก ในรูปแบบจัดงานต่างๆ ทางองค์กรนั้นๆสามารถนำเงินสำรองออกมาใช้จ่ายได้อย่างเพียงพอ แม้แต่นำเงินกองกลางไปช่วยสังคมที่ขาดแคลนในรูปแบบต่างๆ ให้พี่น้องชาวไทยที่ขาดโอกาส หรือยังเอื้อมมือไม่ถึงได้มีกินมีใจตามอัตภาพ ไม่ต้องหน้าเหี่ยวหน้าแห้ง ไร้ความสุข

ส่วนช่องทางโอกาส ที่ทุกฝ่ายที่ใช้มือถือ สามารถนำตนเอง และองค์กรของตัว หรือบริษัทของตน เข้ามาร่วมแบ่งรายได้ค่าการตลาดมือถือทั้งประเทศ ซึ่งมีมูลค่าประมาณเดือนละ 8,000 ล้านบาท หากทุกคนเข้ามาเอาเงินค่าการตลาดก้อนนี้มาแบ่งปันกันในกลุ่มผู้บริโภค และกลุ่มผู้ที่เข้ามาเป็นเจ้าของธุรกิจ กับระบบการตลาด อีเล็คโทรนิคส์ของ SSN ที่มีท่านพลเอก พิเชษฐ์ วิสัยจร เป็นประธาน ได้ลงทุนติดตั้งระบบการตลาดดังกล่าวเอาไว้ให้สมาชิก เจ้าของธุรกิจส่วนตัวทุกท่าน เข้ามาใช้ร่วมกัน และพร้อมใจกันทั้งประเทศเข้ามาร่วมใช้บริการ 3.9G TOT กับระบบการตลาดของ SSN ซึ่งจะบริหารมูลค่าการตลาด นำมาแบ่งกันระหว่างสมาชิกในบริษัท และ SSN ให้ทุกๆฝ่ายมาร่วมทำวาระแห่งชาติ 3.9 G TOT ร่วมกับ SSN

โอกาสตรงนี้เปิดให้เถ้าแก่ทุกระดับ ที่ต้องการเพิ่มรายได้ให้แก่พนักงานในบริษัท พร้อมกับมาช่วยชาติประหยัดเงินป้องกันไม่ให้ไหลออกนอกประเทศปีละมหาศาล โดยที่บริษัทเองไม่ต้องควักกระเป๋า แถมทางบริษัทที่เป็นต้นสายของพนักงานเป็นร้อยเป็นพันที่ต่างใช้มือถือ ยังมีรายได้ของตนเองจากส่วนแบ่งมูลค่าการตลาดมือถืออีกด้วย มากน้อยแล้วแต่วิสัยทัศน์ของเถ้าแก่นั้น จะมองเห็นช่องทาง ทะลุปรุโปร่งหรือไม่เท่านั้น พนักงานทุกคนต่างมีเพื่อนๆนอกบริษัท และญาติพี่น้องอีกมากกว่า 10 คนที่จะมีโอกาสมาใช้บริการโทรฟรีกับ SSN 24 ชั่วโมงบนเครือข่ายเดียวกัน และยังมีเงินทอนจากระบบกลับมาให้อีกด้วย พร้อมทั้งมีเงินกองทุนสวัสดิการอีกหลายรูปแบบให้แก่สมาชิกที่เสียชีวิต และช่วยเหลือสังคม

ในนโยบายช่วยเหลือสังคมนี้ แต่ละสมาชิกหรือองค์กร สามารถนำไปประยุกต์จัดรูปแบบสวัสดิการผู้เสียชีวิต อุปถัมภ์แก่ผู้ที่ขาดญาติพี่น้องเอาใจใส่ให้มีชีวิตที่น่ารื่นรมณ์ร่วมกันได้อีกด้วย เมื่อเขาถึงแก่อายุขัย เงินค่าทำศพก้อนโตที่เหลือเอาไว้ให้แก่ผู้ที่ให้การอุปถัมภ์ค้ำชู ให้ชีวิตของเขาในบั้นปลายมีความสุข และอบอุ่นได้อย่างดีอีกด้วย โดยระบบการตลาดของ SSN จะช่วยเหลือทุกๆคนที่เข้ามาทำกิจกรรมตรงนี้ จากกองทุนสวัสดิการ ที่โตเพิ่มขึ้นทุกๆเดือน เอาไว้เกื้อกูลแก่สมาชิกที่วายชนม์แต่ละเดือนเฉลี่ยแบ่งกัน

นอกจากนี้บรรดาเถ้าแก่ทั้งหลาย มีเถ้าแก่เพื่อนๆที่ทำธุรกิจสัมพันธ์กันอยู่แล้ว ก็สามารถแบ่งปันโอกาสนี้ห้แก่ทุกๆคนได้อีกด้วย โดยนำมาอยู่ในทีมงานเดียวกัน ต่างคนต่างมีรายได้จากระบบการตลาดของ SSN ด้วยกัน ช่วยกันทำให้เงินรายได้มือถือทั้งประเทศประมาณ 500,000 ล้านต่อปี ไม่ต้องถูกนำออกนอกโดยชนต่างชาติ

ดังนั้นการเป็นคนใจกว้างจะทำให้ประเทศชาติมั่นคงเพิ่มขึ้น ลูกหลานมีกินมีใช้ไม่ฝืดเคือง เฉพาะเงินรายได้ในกิจการมือถืออย่างเดียว มากกว่าตลาดอาหารเสริมทั้งประเทศประมาณ เกือบ 10 เท่า

ว่าอันที่จริงเมื่อเถ้าแก่ได้มาเข้าระบบกับ SSN แล้ว แนะนำลูกค้าและพนักงานในระยะสั้นๆ ทีมงานเหล่านี้ที่ได้รับโอกาส เขาจะทำงานต่อๆกันไปเป็นระบบ เถ้าแก่ก็จะเบาแรงไม่ต้องเหนื่อยยากสักเท่าใด ได้ช่วยประเทศชาติให้มีเงินหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศปีละหลายแสนล้านบาทเพิ่มเข้ามา

จึงฝากข้อเสนอแนะนี้เอาไว้ให้แก่ทุกๆวงการที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น ได้เข้ามาช่วยชาติทำวาระแห่งชาติ 3.9G กับ SSN ร่วมกันโดยเร็วอย่างไม่มีเงื่อนไขชักช้าใดๆอีกต่อไป ประเทศชาติกำลังรอวันเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่เกื้อกูลกันทุกวงการ ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ ท่านพลเอก พิเชษฐ์ วิสัยจร ก็ได้ติดตั้งอุปกรณ์สำหรับใช้ประโยชน์ร่วมกันเอาไว้ให้แล้ว

จึงหวังให้ทุกวงการ เข้ามาร่วมเปลี่ยนถ่ายการใช้มือถือมาเป็น 3.9G ทั่วกันโดยเร็ว ภายในเดือน พฤษภาคม 2555 ให้หมดทั้งประเทศ

หากเถ้าแก่ทุกท่านได้ใช้เวลาศึกษา และพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ด้วยใจเป็นกลาง ทุกๆฝ่ายในสังคมไทยต่างจะได้รับสวัสดิการจากมูลค่าการตลาดมือถือเดือนละ 8,000 ล้านบาทได้ส่วนหนึ่งช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาล เป็นความเหมาะสมในยุค Transformation ของโลกอย่างแท้จริง และเมื่อท่านได้เข้ามาร่วมทำวาระแห่งชาติ กับ 3.9G กับ SSN ครั้งนี้ จะเป็นผลงานเพื่อชาติที่ทุกคนจะภาคภูมิใจได้อย่างหนึ่งทีเดียว

เชิญทุกท่านร่วมด้วยช่วยด้วยกัน....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html Bookmark and Share

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

ความเป็นมาของพระธาตุแสงแก้ว_ทุ่งหัวช้าง

ความเป็นมาพระธาตุแสงแก้ว- ตำบลทุ่งหัวช้าง

http://www.ainews1.com/article833.html

บอกเล่าโดยพ่อครูจรูญ สุริยวงศ์

เรื่องราว เกิดที่บ้านเลขที่ 17 หมู่ 8 ตำบลทุ่งหัวช้าง อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน

ในปลายเดือนมีนาคม 2543 หลังจากที่แม่บัวเขียว สุริยวงศ์ คุณแม่ของข้าพเจ้า (อาจารย์จรูญ สุริยวงศ์) ไหว้พระสวดมนต์ เจริญสมาธิ ภาวนา ประจำวันแล้ว ท่านได้สังเกตเห็นแสงสว่างเป็นดวงเล็กๆ ขนาดหัวมือได้ลอยไปมา

ช้าๆ มีแสงสวยคล้ายแสงหิ่งห้อย

เพียงแต่มีขนาดโตกว่าหิ่งห้อยมากและไม่กระพริบเหมือนหิ่งห้อย ดวงแสงกลมๆ นั้นลอยไปมาอยู่นานพอสมควร ทำให้ในห้องโถงบ้านสว่างไสว พอมองเห็นอะไรได้ ท่านรู้สึกแปลกใจว่าเป็นอะไรกันแน่ แต่ใจก็มิได้นึกกลัว ท่านได้ตั้งสติพนมมือกล่าวคำอธิษฐานเบาๆว่า

'สาธุ ถ้าหากสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นนี้ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอได้โปรดสำแดงอภินิหาร ด้วยเถิด' หลังคำอธิษฐาน ดวงแสงกลมๆ ได้ขยายขนาดประมาณผลส้ม แล้วเปล่งประกายแสงพวยพุ่งออกมาหลายสีสวยงาม ท่านเองถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ ท่านก็ส่งเสียงเรียกปลุกให้ข้าพเจ้าและภรรยาตื่น ข้าพเจ้าสะดุ้งตื่นตกใจและรีบออกมาแต่ปรากฏว่าไม่ทันได้เห็นแสงประหลาดดังกล่าว ข้าพเจ้าถามคุณแม่ว่า 'อะไรครับแม่' ท่านตอบว่าไม่ทราบ แต่น่าจะเป็น 'พระธาตุเด็จ' หลายวันต่อมา ข้าพเจ้าได้ไปทำความสะอาดโต๊ะหมู่บูชา และได้พบก้อนหินลักษณะกลมขนาดเท่าหัวแม่มือ สีขาวขุ่น มีเส้นลายและจุดเล็กทั่วไป คิดว่าน่าจะเป็นลูกแก้วของเด็กชายเอก น้องชายคนเล็กของภรรยาข้าพเจ้า ที่มาจากจังหวัดสมุทรสาคร จึงได้นำออกมาจากโต๊ะหมู่บูชา ไปใส่กระป๋องรวมกับลูกแก้ว 3 วันต่อมา ท่านแม่ยายก็พาน้องชายกลับไปบ้านที่จังหวัดสมุทรสาคร ตอนขนของขึ้นรถ ข้าพเจ้ายังได้ถือกระป๋องใส่ลูกแก้วพร้อมทั้งก้อนหินนั้นไปส่งด้วย เป็นอันว่า ก้อนหินนั้นเดินทางไปไกลถึงสมุทรสาครแล้ว

ปลายเดือนมีนาคม 2546 ระยะเวลาห่างกัน 2 ปีเต็ม ได้เกิดเหตุการณ์ซ้ำสอง ในตอนดึกสงัด ได้ยินเสียงคุณแม่ คือ คุณแม่บัวเขียว สุริยวงศ์ เรียกปลุก ข้าพเจ้าสะดุ้งตื่นแล้วรีบปลุกทันที พอโผล่พ้นประตูห้องนอนก็ต้องตะลึงงันกับแสงสว่างงดงาม รู้สึกขนลุกทั้งตัวด้วยความปีติ ดวงแสงนั้นค่อยๆ ลอยๆไปทางโต๊ะหมู่บูชาแล้วแสงลดขนาดลงแล้วดับไป อีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ข้าพเจ้าได้ไปทำความสะอาดโต๊ะหมู่บูชาก็ไปพบก้อนหินกลมๆ ก้อนเดิมอีก พิจารณาดูเท่าไหร่ก็เหมือนก้อนเดิม แต่ก็แปลกใจว่าได้ส่งไปสมุทรสาครตั้ง 2 ปีแล้ว ทำไมมาอยู่ที่นี่อีก และหรือชะรอยว่าก้อนหินนี้จะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีแสงสว่างในคืนก่อน จึงได้นำใส่ไว้ในเบ้าเชิงเทียน บนโต๊ะหมู่บูชา

หลายวันต่อมา ขณะที่ภรรยาของข้าพเจ้าได้ไปทำความสะอาดโต๊ะหมู่บูชาแล้วทำหน้าตื่นลงมาหา แล้วถามข้าพเจ้าว่า 'คุณเห็นอะไรแปลกๆที่โต๊ะหมู่บูชาไหม?' ข้าพเจ้าเข้าใจทันทีว่าหมายถึงอะไร จึงตอบว่า 'เห็น' ภรรยาถามอีกว่า 'ใช่ไหม?' ข้าพเจ้าตอบว่า 'สงสัย' การที่ภรรยาถามว่าใช่ไหมนั้น หมายถึงพระธาตุเสด็จนั่นเอง ทั้งสองเราได้ทบทวนเหตุการณ์ ครั้งที่สองที่เกิดขึ้นในบ้านและเวลาพบเห็นก้อนหินนั้นก็เป็นเวลาหลังจากเหตุเกิดไม่กี่วันเช่นเดียวกัน เพื่อคลายความสงสัย จึงตกลงกันว่าต้องนำไปถามท่านครูบาชัยวงศาพัฒนา เทพเจ้าของชาวเขา เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน จะดีที่สุด เรารอจนลุถึงวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 (แปดเหนือ)

วัดพระธาตุดอยกวางคำ มีงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุ ข้าพเจ้าและภรรยา พร้อมด้วยพระอธิการอมร เตชะปัญโญ อดีตเจ้าอาวาสวัดจริญญาวนารามได้พร้อมใจกันำพระอรหันตธาตุ 8 องค์ และลูกแก้วประหลาดนี้ รวมเป็น 9 องค์ ไปกราบนมัสการเรียนถามท่านครูบาชัยยะวงศ์ษา ครูบาเจ้าท่านรับไปพิจารณาแล้วหลับตาครู่หนึ่ง ท่านจึงบอกว่า ทั้งหมดนี้มิใช่ก้อนหินแต่เป็นพระธาตุทั้งสิ้น ยกเว้นองค์สุดท้ายท่านแกล้งทำเป็นนิ่งหันไปอมเมี่ยงสูบบุหรี่จนข้าพเจ้าต้องทวงถามว่า แล้วองค์สุดท้ายกลมๆ นี่ละครับเป็นพระธาตุของใคร ท่านหันกลับมามองหน้าข้าพเจ้าแล้วอมยิ้มนิดๆ (แต่ที่อยากรู้จริงๆก็คือองค์สุดท้ายว่าคืออะไรกันแน่) ครูบาเจ้าได้บอกว่า นี่คือพระธาตุของพระพุทธเจ้า แต่เป็นพระพุทธเจ้าองค์ก่อนโน้นไม่ใช่องค์นี้ เรียนถามท่านอีกว่า ชื่อว่าพระธาตุอะไรครับ ท่านว่า 'พระธาตุแสงแก้ว' 'แล้วมาอยู่ที่บ้านผมได้อย่างไร' ท่านตอบว่า 'พระธาตุนี้ศักดิ์สิทธิ์มากท่านจะลอยไปในอากาศ มีแสงสว่างขาวนวลสวยงาม อย่างที่คนทั้งหลายเห็นกันว่าพระธาตุเสด็จให้บูชารักษาไว้ให้ดี วันนั้นเราทั้งสามดีใจมากที่หายข้องใจและมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาอยู่ด้วย

จากนั้นมาอีก 2 ปี ในวันที่ 23 เมษายน 2538 เป็นวันคล้ายวันเกิดของครูบาท่าน พวกเราทั้งสามคนได้นำพระธาตุไปวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม และเรียนถามท่านเพิ่มเติมว่า 'จะให้กระผมทำอย่างไร?' ท่านตอบว่าให้บูชารักษาให้ดี และให้สร้างพระเจดีย์ไว้ประดิษฐานในวัด ถามท่านว่า 'กระผมเป็นครูบ้านนอกยากจนเช่นนี้จะมีปัญญาไหนมาสร้างพระเจดีย์ได้' ท่านตอบว่า 'ท่านมาหาเราก็เพราะว่าเราสร้างได้ แต่ตอนนี้ไม่ต้องทุกข์ใจให้บูชาไว้ร่มเย็นดี อีกหน่อยจะมีผู้มีบุญที่เคยเป็นเจ้าของเก่าเขาจะพากันร่วมสร้างเอง' ท่านบอกด้วยเมตตายิ่ง และต่อมาครูบาเจ้าได้เดินทางชี้จุดที่จะสร้างพระเจดีย์ให้ที่อารามจริญญาวนารามด้วยองค์ท่านเอง

จากวันนั้นจวบจนเดือนเมษายน 2548 ได้มีพระสมุห์สง่า สนตจิตโต ลูกศิษย์ของท่าน ครูบาเจ้าได้เดินทางมาหาข้าพเจ้าที่บ้านและได้ขอดูพระธาตุ อีก 1 เดือนต่อมา วันที่ 15 พฤษภาคม 2548 พระสมุหสง่า สนตจิตโต ได้นำแบบพระธาตุที่ได้ออกแบบเองและมาเป็นประธานฝ่ายส่งฆ์เริ่มดำเนินการก่อสร้างและข้าพเจ้าเป็นฝ่ายฆราวาสควบคุมดูแลการสร้าง โดยมีทุนเริ่มต้นเพียง 1 หมื่นบาทเท่านั้น จากนั้นท่านได้ชักนำท่านสัตวแพทย์ สุรจิต ทองสอดแสง ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านเทคโนโลยีกรมปศุสัตว์เป็นประธานฝ่ายอุปถัมภ์การก่อสร้าง

(สำหรับองค์พระธาตุนั้น ท่านผู้รู้หลายท่านได้พิสูจน์ทดสอบเล็งญาณเห็นพ้องต้องกันว่า เป็นพระธาตุของพระพุทธกัสสป พระพุทธเจ้าองค์ที่ 3 นั่นเอง)

อาจารย์จรูญ อาจารย์พาณี สุริยวงศ์

12 กรกฎาคม 2551

นอกจากองค์พระธาตุที่ได้ฉลองไปแล้ว ยังมีการพัฒนาอื่นๆเกี่ยวกับเป็นวัดที่ครบถ้วน ยังมีโอกาสที่ท่านสาธุชนจะร่วมบุญกุศล ผ่านไปที่ท่านพ่อครูจรูญ ที่ดูแลการก่อสร้างมาตั้งแต่ต้น และประกาศให้พระ เทพ พรหม เทวดา ทั้งหมด ที่พระธาตุแสงแก้วได้ร่วมโมทนากับการทำกุศลของเรา ให้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เช่นหลวงปู่ดู่ บอกไว้ว่า เองนึกถึงข้าครั้งหนึ่ง ข้าคิดถึงเองไปกลับ 7 เที่ยวเป็นต้น หลวงปู่ไม่ได้นึกถึงเราเปล่าๆร่วมโมทนาบุญและช่วยส่งเสริมเราให้ทำสิ่งเป็นประโยชน์ได้คล่องตัวและรวดเร็วเพิ่มขึ้น เมื่อเราขอและแจ้งวัตถุประสงค์ กับท่านผู้เจริญทุกท่าน หลายๆท่านอาจรู้จักคุ้นเคยกับเราในชาตินี้มาก่อน จะได้เกื้อกูลช่วยเหลือกันต่อๆไป พ่อครูใช้ บ/ช ธนาคารกรุงไทยสาขาลำพูน: 511-1-53974-3 โทร 053-975189 กรุณาเรียนท่านว่ารู้มาจากเว็บนี้ ขอมีส่วนร่วมสร้างพระธาตุแสงแก้วด้วย

ท่านสาธุชนได้มาไหว้พระธาตุกันแล้ว ได้รับโอกาสใหม่ๆเพิ่มขึ้น ในด้านจิตใจ ส่วนในทางกายใจที่ยังต้องทำงานเพื่อยังชีวิตต่อไป พร้อมๆกับมาช่วยชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เนื่องด้วยประเทศไทยสูญเสียเงินรายได้ค่าใช้โทรศัพท์มือถือให้แก่ต่างชาติปีละประมาณ 500,000 ล้านบาท โลกยุค Transformation ทุกคนที่ใช้มือถืออยู่แล้วสามารถเข้ามารวมพลังสามัคคีช่วยชาติประหยัดเงินมหาศาลดังกล่าว โดยเข้ามาร่วมใช้อุปกรณ์ ที่ SSN โดยท่านประธานบริษัท ท่านพลเอก พิเษฐ์ วิสัยจร ได้ลงทุนติดตั้งระบบการตลาดอีเล็คโทรนิส์ เอาไว้ให้ทุกๆใช้พร้อมแล้ว ลงรายละเอียดได้ที่ ลิงค์นี้ ครับ

วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555

ความในใจ

ความในใจ

เหลือบเห็นทีแรก มองเห็นว่าตั้งชมรมพระโพธิสัตว์ ยังนึกว่าชมรมพระโพธิสัตว์ยุคดิจิทอล ทันสมัยทันยุคจริงๆ อ่านอีกทีไม่ใช่เป็นประวัติพระบรมโพธิสัตว์ 'มาตังคบรมโพธิสัตว์'

แต่อย่างไรก็ตาม ยังคิดว่าบรรดาผู้ยังมุ่งสายพระโพธิสัตว์ มีภารกิจเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่จะขอเสนอเอาไว้ให้บรรดาพระโพธิสัตว์ทุกท่านได้รับไปพิจารณา และหากเห็นด้วย ว่าเอาละ จะเพิ่มบารมีในการช่วยเหลือประเทศชาติ โดยให้บรรดาผู้ใช้มือถือทุกค่าย ได้มีโอกาสใช้ 3.9G กับ SSN ซึ่งมีท่านพลเอก พิเชษฐ์ วิสัยจร เป็นประธาน กันให้เต็มประเทศ ก่อนสิ้น พ.ค. 2555

โดยบรรดาท่านพระโพธิสัตว์ทุกท่าน มาทำงานง่ายๆ บอกต่อเพื่อนๆผู้ใช้มือถือออกไปอีกคนละ 10 ในแต่ละสัปดาห์

โดยมีข้อแม้ว่าเมื่อเข้าใจวัตถุประสงค์ของการช่วยกันป้องกันเม็ดเงินไทยไหลออกนอกปีละ 500,000 ล้านบาทแล้ว มารักษาเงินค่ามือถือทั้งประเทศนี้ ให้หมุนเวียนอยู่ในประเทศ ให้ลูกหลานไทยสบายขึ้น นำค่าการตลาดเดือนละประมาณ 8,000 ล้านบาทมาแบ่งปันระหว่างผู้บริโภค

โดยผู้ทราบข่าวพาตนเองและครอบครัวมาเข้าระบบกับ SSN ให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงนำไปบอกต่อเพื่อนๆอีก 10 คน จะได้มาอยู่ทีมเดียวกัน ทำภารกิจชาติให้ลุล่วงต่อไป

และขอให้บรรดาพระโพธิสัตว์ทุกท่านทั้งกายเนื้อและกายพลังงานก็ตามมาระดมพล ช่วยทำภารกิจวาระแห่งชาติครั้งนี้ให้ลุล่วง เพื่อสร้างสมบารมีของแต่ละท่านร่วมกันต่อไป ข้าพเจ้าขอร่วมโมทนาด้วยทุกๆวัน

มาลงรายละเอียดที่ http://ainews1.com/article831.html
และขอให้พระโพธิสัตว์ทุกท่านถือว่าวาระแห่งชาติกับ 3.9 G เป็นเรื่องเร่งด่วนแห่ง ปี 2555

ผู้เสนอวาระ
สมศักดิ์ อรรถวรรณ P.E.774
http://www.ainews1.com


วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เข้าร่วมทำวาระแห่งชาติกับ 3.9G TOT

ร่วมทำวาระแห่งชาติ กับ3.9G TOT


ประเทศไทยสูญเสียรายได้ และถูกต่างชาติาขนเงินออกในะธุรกิจโทรมือถือ ตลอดเวลาทุกเดือนๆละหลายหมื่นล้านบาท

บรรดาลูกหลานคนไทยทั่วประเทศ มาร่วมกันใช้ 3.9G ฟรีและมาร่วมทำวาระแห่งชาติ ด้วยกันให้ทั่วทั้งประเทศ....แล้วเราจะร่วมทำวาระนี้กันได้อย่างไรนั้น อุปกรณ์พร้อมแล้วที่นี่


วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

โอกาสธุรกิจของคนปัจจุบัน

โอกาส ของผู้ที่มีหัวใจรักการเป็น

เจ้าของธุรกิจส่วนตัว

ผู้ที่มีความต้องการจะเป็นเจ้าของธุรกิจ ในเป้าต่างๆกัน ทั้งห้างขนาดเล็ก ขนาดกลาง รายได้ รายได้ 10 ล้านบาท/เดือนขึ้นไป หรือเป็นเจ้าของห้างขนาดใหญ่ มีรายได้ 100 ล้านบาท/เดือนขึ้นไป

ในเป้าหมายต่างๆดังกล่าวของแต่ละคน มีโอกาสยังรอให้ทุกท่านได้แวะเข้าไปศึกษารายละเอียดและตัดสินใจโดยด่วน เพื่อยึดหัวหาดที่ดีกว่าก่อนคนอื่นๆจะตามมาที่
http://ainews1.com/article828.html หรือที่
http://ainews1.com/article36.html

ปัญหาคาใจของหลายๆท่านที่ได้ศึกษาแล้ว ยังมองทะลุลงไปไม่ถึง Layer ต่างๆของเป้าหมายรายได้ที่พูดถึงข้างต้น มาถกต่อกันได้ กับ สมศักดิ์ อรรถวรรณ P.E.774 จะช่วยให้ท่านถึงบาง อ้อ ได้ง่ายๆทีเดียว..เพื่อให้ทุกท่านได้เข้าถึงการเตรียม Platform ธุระกิจของตนเอง ที่เหมาะสมพอเพียงแก่เป้าหมายธุรกิจของแต่ละท่านอย่างชัดเจน ส่วนในเรื่องต้องลงทุนเตรียม Platform รองรับธุรกิจของแต่ละ Category นั้น จะน่าเบาใจอย่างที่ทุกท่านคาดไม่ถึงทีเดียว...

เอาเถอะขอให้เพียงรับฟังไว้ก่อน ส่วนตัวเลขที่ตระหนักแล้ว ท่านจะตอบตนเองได้ทันที เมื่อได้มาปรึกษาหารือกับสมศักดิ์ แล้ว...ขอรับคิวจองของทุกท่านที่สนใจได้ที่ 087 517 0723 หรือ 02 379 0832 มาร่วมวงสนทนาหาความจริงของธุรกิจ ได้ครั้งละ 50 ท่าน.....ด้วยความยินดีครับ...ขอเชิญนักธุรกิจผู้ที่กำลังสงสัยใฝ่รู้ของจริง มาร่วมฟังการไขปัญหาให้ทุกท่านได้พบทางสว่างของธุรกิจร่วมกัน
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม,ปลดหนี้เกษตรกร,ใช้เงินทำงาน,บริษัทมหาชนล้ำยุค

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

บันทึกสุดท้ายของหลวงลุงคุณวิกรม

บันทึกสุดท้ายของหลวงลุง
บันทึกของหลวงลุงคนเชียงใหม่ถึงหลานๆ เรื่องภัยพิบัติ
เรียนสมาชิกทุกท่านครับ
หลังจากไตร่ตรองอยู่หลายวัน ผมตัดสินใจนำบันทึกทั้งหมดของหลวงลุงออกมานำเสนอก่อนที่จะเกิดภัยพิบัติมากเกินไปกว่าที่จะคาดเดาได้ของมนุษย์ชาติ ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย โดยที่ผมมีส่วนได้เห็นคำบันทึกอันเนื่องมากจากญานทัศนะของหลวงลุง โดยหากผมไม่ได้นำมาเสนอให้มีการเตรียมการกัน จะเป็นบาปติดอยู่ในใจผม ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบในบันทึกที่หลวงลุงได้เขียนไว้ แม้นว่าตัวผมเองจะได้วางอุเบกขา แต่ว่าถ้าไม่ได้เผยแพร่ออกไปจากผม สิ่งนี้ถือว่าผมขาดเมตตา จะเชื่อหรือไม่เป็นเรื่องของบุญกรรมของท่าน ในส่วนตัวผมเองถือว่าได้เผยแพร่สิ่งที่ติดค้างในใจของผมแล้ว ผมขอแบ่งบันทึกออกเป็น 4 ตอนนะครับ....ส่งข่าวโดยหลานวิกรม

1. เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันฟ้าดับ
2. เรื่องราวที่จะเกิดตามมาหลังวันฟ้าดับ 3 วัน
3. เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นหลัง จากวันฟ้าดับ
4. ชาวไทยจะเผชิญกับสิ่งใดบ้าง

1.เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันฟ้าดับ
วิกรมหลานลุง หลังจากลุงได้แจ่มชัดในญาณทัศนะในสิ่งที่จะเกิดขึ้นแล้ว ทำให้จิตใจของลุงเองเศร้าหมอง จนไม่อาจข่มจิตให้เป็นอุเบกขา ว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีกรรมเป็นของตัวเอง การเข้าไปก้าวล่วงในกรรมของผู้อื่นนั้น ผู้ที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงนั้นจะต้องเป็นผู้แบกรับกรรมนั้นๆไว้ ลุงจึงขอแจ้งสิ่งต่างๆที่ได้เห็นมาเล่าสู่กัน โดยถือว่าลุงได้ทำหน้ารายงานข่าวเท่านั้น ใครได้พบแล้วจะเชื่อไม่เชื่อนั้นเป็นเรื่องของผู้อ่านจะใช้ดุลวินิจเอง หลังจากเขียนบันทึกนี้แล้วลุงตัดสินใจที่จะออกบวช เรื่องราวที่ได้มีการเตรียมการกันไว้นั้น ฝากให้หลานดูแล ประสานกับคุณลุงประสิทธิ์ และกลุ่มบ้านพุทธบุตร เพื่อช่วยเหลือกันตามกำลังบุญต่อไป
เรื่องราวที่ลุงบันทึกทิ้งไว้ให้หลานนี้ ทั้งหมดเพื่อไม่ให้หลานและคณะเกิดความประมาท ในสิ่งที่จะเกิดขึ้น ทั้งในด้านการเตรียมการภายนอกและการเตรียมการภายใน เน้นย้ำเรื่องการฝึกตายก่อนตาย เพื่อให้จิตคุ้นเคยกับอาสัญกรรมในทางสว่าง ให้กับน้องๆ และหลานๆทุกคนด้วยเพราะกุญแจดอกแรกที่จะเปิดเข้าไปในโลกแห่งวิญญานนั้น
กรรมที่แรงสุดคืออาสัญกรรม เพราะถ้าจิตผูกยึดกับสิ่งใดในขณะที่ขาดห้วงลมหายใจสุดท้ายนั้น ถ้าหากมีเพียงแค่เสี้ยวอึดใจ อาจจะถลำลงสู่อบายภูมิถ้าจิตเป็นอกุศล หมั่นทำทานในสิ่งที่ยากๆ เพื่อไม่ให้ตนติดยึดกับคนสัตว์สิ่งของใดๆ อันจะเป็นแรงเหนี่ยวรั้งเรา ไปสู่การเกิดที่ไม่เป็นกุศล หมั่นเจริญมรณานุสสติ เรื่องราวที่ลุงได้บันทึกไว้ให้หลานนี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดจากญาณทัศนของลุง เพื่อให้หลานจะได้เตรียมตัว เตรียมใจ วันเวลาอาจจะมีการคลาดเคลื่อนบ้าง ตามเหตุและปัจจัย แต่เรื่องราวที่จะเกิดขึ้น สิ่งเตือนของวันเกิดภัยพิบัตินั้น ไม่เปลี่ยนแปลง
เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นนั้น ลุงขอเรียกว่าวันฟ้าดับก็แล้วกัน เพราะในยามนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกด้านมืดสนิท (ซีกโลกที่ประเทศไทยตั้งอยู่จะมืด 6 วันก่อนโลกจะย้ายขั้ว ส่วนพื้นที่โซนมหาสมุทรแอตแลนติกจะสว่างตลอดเวลา เป็นพื้นที่ดาวหางดวงใหญ่กว่าโลก 4 เท่า Planet X มีมวลมากกว่าโลก 23 เท่า ดูดตรึงกับรอยแยกกลางมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ ที่มีสนามแม่เหล็กเข้ม ทำให้โลกค่อยๆหมุนรอบตนเองช้าลงจนหยุดหมุน 6 วัน) แม้แต่ในยามที่เราหลับตายังมีความสว่างมากกว่าเสียอีก ลุงบันทึกหลังจากอธิษฐานไปยังวันก่อนหน้า ที่จะเกิดภัยพิบัติแก่บ้านเรา 3 วันเจ็ดวัน ก่อนหน้านั้นลุงเห็นคนที่มีจิตเป็นอกุศลกรรม ได้มีการฉลอง จุดพลุ ร้องเพลงปีใหม่และนับถอยหลังในวันสิ้นปี (ลุงจึงคาดว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นหลังงานฉลองสิ้นปีใหม่).....อ่านต่อที่ http://www.ainews1.com/article823.html